Medically Reviewed by นพ. วิษณุ เฮ้งสวัสดิ์ on December 3, 2025.
ศัลยกรรมดูดไขมัน (Liposuction) ปั้นหุ่นสวย ปลอดภัย โดยทีมแพทย์เฉพาะทาง
การดูดไขมัน คือการศัลยกรรมอย่างหนึ่งเพื่อการลดไขมันส่วนเกินเฉพาะจุด ซึ่งต้องการปัจจัยหลายอย่างเพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาตอบโจทย์ผู้เข้ารับบริการมากที่สุด ดังนั้น เราจึงต้องทำความรู้จักกันก่อนว่าการดูดไขมันคืออะไร? และมันเหมาะกับเราหรือไม่ มาเปิดตำราไปพร้อม ๆ กันได้เลย!
เลือกอ่านตามหัวข้อด้านล่าง
ดูดไขมันคืออะไร? รู้จักการดูดไขมัน นวัตกรรมเวชศาสตร์ปรับรูปร่าง
การดูดไขมัน คือ การกำจัดไขมันส่วนเกินใต้ผิวหนังออกมา ด้วยการใช้เครื่องแยกเซลล์ไขมันให้มีขนาดเซลล์เล็กลงและดูดออกมาจากร่างกาย ตอบโจทย์กลุ่มที่มีปัญหาด้านการลดไขมันเฉพาะจุดที่ไม่สามารถแก้ได้ด้วยการออกกำลังกายหรือควบคุมอาหาร การดูดไขมันจะช่วยปรับรูปร่างของเราให้มีความสมส่วนยิ่งขึ้น ไม่ใช่การลดน้ำหนัก แต่เน้นการปรับแต่งสัดส่วนให้ตรงตามความต้องการของเรา
นอกจากนี้ การดูดไขมันยังสามารถทำร่วมกับการศัลยกรรมประเภทอื่น ๆ ได้ในครั้งเดียว ตั้งแต่การยกกระชับทรวงอก การผ่าตัดเสริมหน้าอก การผ่าตัดหนังหน้าท้องส่วนเกิน หรือการตัดต่อมน้ำนมโตในผู้ชายก็ได้เช่นกัน เพื่อให้เราไม่จำเป็นต้องเข้ารับการศัลยกรรมซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบ ซึ่งจะทำให้เปลืองเวลาและค่าใช้จ่ายมากกว่า
รวมรีวิวผลลัพธ์จริง ความสำเร็จจากห้องผ่าตัด (Patient Success Stories)
ทำไมต้องดูดไขมันที่ AM International Hospital
การตัดสินใจดูดไขมันไม่ใช่แค่การเลือกเครื่องมือหรือราคาที่ถูกใจเท่านั้น แต่คือการฝากรูปร่างและการดูแลให้ปลอดภัยไว้กับผู้ที่มีทักษะจริง ๆ ที่ AM International Hospital จึงให้ความสำคัญกับมาตรฐานอย่างมาก เพื่อให้มั่นใจว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะได้รับผลลัพธ์ที่สวย ตอบโจทย์ และดูแลให้ปลอดภัยได้เต็มที่
ห้องผ่าตัดแรงดันบวก (Positive Pressure)
การดูแลให้ปลอดภัยจากการติดเชื้อคือสิ่งที่เราให้ความสำคัญมาก ห้องผ่าตัดที่ AM International Hospital ใช้ระบบความดันบวก ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับโรงพยาบาลสากล ระบบนี้จะช่วยควบคุมการไหลเวียนของอากาศ โดยการดันอากาศภายในห้องออกไปข้างนอกเพื่อป้องกันไม่ให้ฝุ่นละอองหรือเชื้อโรคจากภายนอกเข้ามาภายในห้องได้ ทำให้ห้องผ่าตัดมีความสะอาด ปลอดเชื้อ และลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อระหว่างการผ่าตัดได้
วิสัญญีแพทย์ดูแล 1 ต่อ 1 (Anesthesiologist)
ในทุกเคสที่มีการใช้ยาระงับความรู้สึกหรือการดมยาสลบ เราจะมีวิสัญญีแพทย์คอยดูแลแบบตัวต่อตัวตลอดเวลา โดยจะเริ่มตั้งแต่การประเมินร่างกายก่อนทำ มอนิเตอร์สัญญาณชีพอย่างใกล้ชิดในทุกวินาทีระหว่างที่แพทย์ทำการดูดไขมัน ไปจนถึงช่วงที่ฟื้นตัวหลังเสร็จสิ้นการผ่าตัด เพื่อให้มั่นใจว่าการดูดไขมันในครั้งนี้ ทุกเคสจะได้รับการดูแลให้ปลอดภัยและราบรื่น
ระบบพักฟื้นผู้ป่วยใน (IPD Standard)
หลังการดูดไขมัน การพักฟื้นที่ถูกวิธีมีผลอย่างมากต่อการฟื้นตัวของร่างกาย AM International Hospital มีระบบการดูแลผู้ป่วยในที่ได้มาตรฐาน พร้อมทีมพยาบาลวิชาชีพดูแลอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง ในห้องพักฟื้นที่เน้นความสะดวกสบายและเป็นส่วนตัว เพื่อให้ร่างกายได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่และฟื้นตัวได้ราบรื่นขึ้นภายใต้การดูแลของผู้ชำนาญการก่อนกลับบ้าน
ทางเลือกอื่น ๆ สำหรับกลุ่มที่ไม่สามารถดูดไขมันได้
อย่างที่ได้เห็นกันว่าการดูดไขมันไม่ได้เหมาะกับทุก ๆ คน เพราะปัญหารูปร่างและสัดส่วนนั้นมีความหลากหลาย รายละเอียดปลีกย่อยเยอะ บางคนไขมันสะสมและไม่ได้ผิวย้วยก็ดูดสลายไขมันอย่างเดียวได้ แต่ถ้าบางคนผิวย้วยหนักแต่ไม่ได้มีไขมันสะสมก็อาจจะต้องเลือกวิธีอื่น ยกตัวอย่างเช่น
- การทำกระชับผิวด้วย J Plasma เหมาะกับคนที่มีผิวย้วยระดับปานกลาง
- การตัดหนังหน้าท้อง (Tummy Tuck) เหมาะกับคนที่มีผิวย้วยส่วนหน้าท้องรุนแรงและมีไขมันสะสม
- การใช้ปากกาลดน้ำหนัก เหมาะกับคนที่น้ำหนักตัวเยอะ, BMI เกิน 40 ขึ้นไป, มีปัญหาเรื่องการคุมอาหาร หรืออยากปรับพฤติกรรมการทานอาหาร เป็นต้น
- การกระตุ้นกล้ามเนื้อด้วย TESLA Former III เหมาะกับคนที่ไขมันน้อยมาก ๆ แต่ต้องการทำให้สัดส่วนกระชับ มีกล้ามเนื้อมากขึ้น
บริเวณที่คนนิยมดูดไขมัน
ส่วนใหญ่แล้ว ไขมันมักจะสะสมอยู่ได้ทั่วร่างกาย และมีบางจุดที่จะมักจะพบไขมันสะสมหนาแน่นมากกว่าส่วนอื่น ทำให้ตำแหน่งหรือบริเวณที่คนนิยมดูดไขมันนั้นมีอยู่ด้วยกันหลายจุด ได้แก่ หน้าท้อง รอบเอว ต้นขา ต้นแขน และเหนียงใต้คาง
เทคนิคการดูดไขมันมีกี่แบบ?
การดูดไขมัน คือการศัลยกรรมสัดส่วนและรูปร่างที่มีด้วยกันหลายประเภท โดยจะจำแนกด้วยวิธีการที่ใช้ ซึ่งมีความแตกต่างกันไปตามพลังงานที่นำมาใช้แยกเซลล์ไขมัน แบ่งออกเป็น 4 ประเภทด้วยกัน ดังต่อไปนี้
การดูดไขมันแบบ Water-Assisted Liposuction (WAL)
เรียกว่า การดูดไขมันด้วยพลังงานน้ำ ด้วยเครื่องที่ใช้แรงดันน้ำในการแยกเซลล์ไขมันเป็นหลัก ซึ่งเครื่องที่มีอยู่ในปัจจุบันและเป็นที่นิยมคือ Body-Jet (บอดี้เจ็ท) ใช้พลังงานแรงดันน้ำในลักษณะของพัด ทำให้เนื้อเยื่อไขมันแยกตัวออกจากกันเป็นเซลล์เล็ก ๆ ลอยอยู่ใต้ผิวหนัง แล้วจึงดูดออกมาพร้อม ๆ กับน้ำและยาชา
ข้อดีของการดูดไขมันแบบ WAL
- ไม่ก่อให้เกิดความร้อน
- เสี่ยงผิวไหม้น้อยกว่า
- ฟื้นตัวเร็ว เจ็บน้อย
- ใช้สำหรับการเก็บไขมันเพื่อนำไปเติมไขมันได้
ข้อเสียของการดูดไขมันแบบ WAL
- พลังงานน้อย ทำให้ใช้เวลานาน
- หลังทำจะมีน้ำซึมออกมาเยอะกว่าใช้เครื่องประเภทอื่น
- หลังทำไม่เห็นผลชัดเจน ต้องรอยุบตัวอย่างน้อย 1 เดือน
การดูดไขมันด้วยคลื่นเสียง Ultrasound-assisted Liposuction (UAL)
เป็นการดูดไขมันด้วยพลังงานคลื่นเสียง หรือพลังงานคลื่นเสียงอัลตร้าซาวด์ในการสร้างความร้อนเพื่อสลายไขมัน จนทำให้กลายเป็นน้ำมัน ปัจจุบันจะมีเครื่อง Ultra Z และ Vaser ที่เป็นเครื่องประเภท UAL ซึ่งนิยมใช้กัน แต่จะมีความแตกต่างในเรื่องของค่าพลังงานที่ไม่เท่ากัน โดย Ultra Z พลังงานเบากว่าจึงเหมาะกับคนที่รูปร่างเล็ก ไขมันน้อย ส่วนเครื่อง Vaser พลังงานสูงกว่า จึงเหมาะกับคนรูปร่างใหญ่ พลัสไซซ์ หรือผู้ชายซึ่งมีชั้นไขมันหนามากกว่าผู้หญิง
ข้อดีของการดูดไขมันแบบ UAL
- พลังงานสูง สลายไขมันได้เร็ว ดูดได้เยอะ
- ไม่ต้องใช้เวลานานในการทำ
- กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในผิว
- กำจัดไขมันได้เกือบทุกส่วนของร่างกาย
- รอยฟกช้ำน้อยกว่าการดูดแบบดั้งเดิม
ข้อเสียของการดูดไขมันแบบ UAL
- มักมีอาการบวมและต้องฟื้นตัวค่อนข้างนาน
- ไม่สามารถนำไขมันมาเติมต่อได้ เพราะเซลล์สลายเป็นน้ำมันไปแล้ว
การดูดไขมันแบบ Radiofrequency Assisted Liposuction (RFAL)
เป็นการดูดไขมันโดยใช้พลังงานคลื่นความถี่วิทยุหรือ Radiofrequency ในการสลายไขมันจนกลายเป็นน้ำมันพร้อมกับช่วยยกกระชับผิวบริเวณที่จะกำจัดได้ในระดับหนึ่ง ปัจจุบันได้แก่เครื่อง BodyTite หรือ FaceTite ซึ่งจะประกอบด้วยหัวดูดไขมันสำหรับสอดเข้าไปใต้ชั้นผิวหนัง และหัวสำหรับทำให้ผิวชั้นนอกเย็นลง
ข้อดีของการดูดไขมันแบบ RFAL
- ลดโอกาสผิวไหม้ เพราะมีหัวที่ทำให้ผิวชั้นนอกเย็นลง
- หลังทำผิวมีความกระชับมากขึ้นระดับหนึ่ง
- แผลเล็ก เพราะเครื่องมีขนาดเล็ก
ข้อเสียของการดูดไขมันแบบ RFAL
- การควบคุมอุณหภูมิค่อนข้างไม่เสถียรเท่าเครื่องอื่น ๆ ที่ทำเพื่อยกกระชับโดยเฉพาะ
- ไม่สามารถใช้ยกกระชับผิวที่มีความย้วยหรือหย่อนคล้อยหนักได้เห็นผลเท่าที่ควร
การดูดไขมันด้วยแรงสั่น Power-assisted Liposuction (PAL)
เป็นการดูดไขมันที่ใช้พลังงานกลในการสลายไขมัน โดยท่อดูดไขมันของเครื่องจะเกิดการสั่นสะเทือนอย่างรวดเร็วในเวลาอันสั้น ทำให้ไขมันแตกตัวออกจากกันได้ง่าย เปรียบเสมือนการทุ่นแรงของแพทย์ ซึ่งแต่เดิมต้องสอดท่อดูดไขมันเข้าออกอย่างถี่เพื่อเก็บสัดส่วน อันอาจจะทำให้ผิวหนังเกิดการเสียดสีจนอักเสบมากขึ้น โดยปัจจุบันจะมีเครื่อง MicroAire PAL ที่นิยมใช้กันในไทย
ข้อดีของการดูดไขมันแบบ PAL
- ไม่ก่อให้เกิดความร้อนระหว่างทำ ผิวไม่ไหม้
- ช่วยทำ Sexy Line หรือร่อง 11 ได้คม ชัด สวยงาม
- มีหัวดูดไขมันหลากหลาย ทำให้สามารถใช้เก็บไขมันส่วนต่าง ๆ ที่ต้องการความละเอียดได้
ข้อเสียของการดูดไขมันแบบ PAL
- ไม่สามารถใช้กับเคสที่มีพังผืดได้
- มีโอกาสเสียเลือดมาก หากใช้เป็นเครื่องเดี่ยว ต้องใช้ร่วมกับเครื่องอื่น ๆ
- ราคาเครื่องค่อนข้างสูง ทำให้ราคาเบ็ดเสร็จสูงตามไปด้วย
การดูดไขมันแบบดั้งเดิม (Conventional Liposuction)
การดูดไขมันแบบดั้งเดิม เป็นเทคนิคพื้นฐานที่นิยมกันมากในอดีต เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า SAL หรือ Suction-Assisted Liposuction โดยจะเป็นการใช้ท่อดูดไขมัน (Cannula) ขนาดเล็กเชื่อมต่อกับเครื่องดูดสุญญากาศ สอดท่อเข้าไปในชั้นไขมันใต้ผิวหนัง จากนั้น แพทย์จะทำการเก็บเกี่ยวเซลล์ไขมันด้วยทักษะต่าง ๆ
วิธีดูดไขมันแบบดั้งเดิมจะไม่มีการใช้พลังงานอื่น ๆ เข้ามาช่วยแยกเซลล์ไขมัน จึงต้องอาศัยแรงมือและประสบการณ์ของแพทย์ในการควบคุมทิศทางและความลึกของการดูดไขมัน
ข้อดีของการดูดไขมันแบบดั้งเดิม
- ไม่ก่อให้เกิดความร้อน
- เสี่ยงผิวไหม้น้อยกว่า
- ใช้สำหรับการเก็บไขมันเพื่อนำไปเติมไขมันต่อได้
- โครงสร้างเครื่องมือไม่ซับซ้อน ดูแลรักษาง่าย
- ประหยัดงบประมาณกว่าการใช้พลังงานเสริมในการแยกเซลล์ไขมัน
ข้อเสียของการดูดไขมันแบบดั้งเดิม
- อาจมีอาการช้ำหรือบวมมาก เนื่องจากแพทย์ไม่สามารถประมาณแรงมือของตนเองได้
- มีโอกาสเกิดผิวไม่เรียบหรือผิวเป็นคลื่นสูง ต้องพึ่งพาความชำนาญของแพทย์เป็นส่วนใหญ่
- ไม่เหมาะกับจุดที่ต้องการความละเอียดหรือพื้นที่ขนาดใหญ่ที่มีไขมันสะสมมาก
- ระยะฟื้นตัวนาน เจ็บและบวมมากกว่าวิธีที่ใช้พลังงานเสริมช่วย
การดูดไขมันปั้นสัดส่วน (Liposculpture)
Liposculpture คือเทคนิคการดูดไขมันที่พัฒนาไปอีกขั้นจากการดูดไขมันแบบดั้งเดิม โดยไม่เพียงเน้นการกำจัดไขมันส่วนเกินเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการ “ออกแบบรูปร่าง” โดยการผสมผสานศาสตร์ทั้งสองอย่างคือ กายวิภาคและศิลปะ แพทย์จะพิจารณาแนวกล้ามเนื้อ ความโค้งเว้าตามธรรมชาติ และความสมดุลของสัดส่วนตามปัจเจกบุคคล เพื่อปั้นรูปร่างให้ดูมีมิติ และแลดูเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น
การดูดไขมัน Liposculpture มักทำตำแหน่งหน้าท้อง (สร้างร่องกล้ามเนื้อหรือ Six-pack), รอบเอว, แผ่นหลัง, ปีกหลัง, ต้นแขน และต้นขา รวมถึงตำแหน่งอื่น ๆ ที่ต้องการความละเอียดสูง เช่น แนวกระดูกซี่โครง นมน้อย หรือร่องกล้ามเนื้อส่วนหลัง เป็นต้น
ข้อดีของการดูดไขมัน Liposculpture
- ช่วยปรับสัดส่วนให้ดูชัดเจนและสมส่วนมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่แค่การกำจัดไขมันส่วนเกิน
- ได้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ เพราะอิงตามโครงสร้างกายวิภาคและแนวกล้ามเนื้อจริง ไม่ดูแข็งหรือผิดรูป
- สามารถออกแบบตามเฉพาะบุคคล (Customized Body Contouring) เหมาะกับผู้ที่ต้องการรูปร่างที่เหมาะกับตัวเองที่สุด เช่น ต้องการกล้ามเนื้อหน้าท้องเป็นร่อง หรือเอวคอดมากขึ้นเป็นหุ่นนาฬิกาทราย เป็นต้น
- สามารถใช้ไขมันที่ดูดได้มาเติมในส่วนอื่นได้ เช่น เติมสะโพกหรือหน้าอก เพื่อเพิ่มความสมส่วนของรูปร่าง
ข้อเสียของการดูดไขมัน Liposculpture
- ต้องอาศัยความชำนาญและประสบการณ์ที่หลากหลายของแพทย์เป็นหลัก เนื่องจากการออกแบบสัดส่วนต้องผ่านการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนและละเอียดรอบคอบ
- มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการดูดไขมันทั่วไป เนื่องจากต้องใช้เทคนิคเสริม อุปกรณ์เพิ่มเติม และความซับซ้อนในการออกแบบมากกว่า
- ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับโครงสร้างร่างกายแต่ละคน เช่น ความหนาของไขมัน กล้ามเนื้อ หรือผิวหนัง อาจเป็นข้อจำกัดในการปั้นสัดส่วน
- ต้องใส่ใจในการดูแลหลังทำมากกว่าปกติ เช่น การใส่ชุดกระชับเฉพาะ การใช้อุปกรณ์เสริม การพักฟื้น และการนวดตามแนวร่องกล้ามเนื้อ หรืออื่น ๆ ตามคำแนะนำของแพทย์
นอกจากตำแหน่งทั้งหมดนี้แล้ว ปัจจุบัน ยังมีวิธีการดูดไขมันแบบต่าง ๆ แยกย่อยออกไปกลายรูปแบบ ซึ่งจะแบ่งด้วยผลลัพธ์หลังทำ ยกตัวอย่างเช่น
- การดูดไขมัน Sexy Line คือ การกำจัดไขมันส่วนเกินบริเวณหน้าท้องและเอว ต่อด้วยการออกแบบกล้ามเนื้อหน้าท้องให้มีลักษณะคล้ายกล้ามเนื้อ Sexy Line ที่มักพบในผู้หญิงหรือคนที่มีกล้ามเนื้อส่วนเอวชัด ๆ
- การดูดไขมัน Six-Pack คือการกำจัดไขมันส่วนเกินบริเวณหน้าท้องและเอว ต่อด้วยการออกแบบกล้ามเนื้อหน้าท้องให้มีลักษณะคล้ายกล้ามเนื้อซิกแพคที่มักพบในผู้ชายหรือคนที่มีกล้ามเนื้อแกนกลาง (Core Muscle) ชัด ๆ
ตารางเปรียบเทียบเครื่องดูดไขมันประเภทต่าง ๆ
เทคโนโลยี | Water-Assisted Liposuction (WAL) | Radiofrequency-Assisted Liposuction (RFAL) | Ultrasound-assisted Liposuction (UAL) | Power-assisted Liposuction (PAL) | J Plasma |
หลักการทำงาน | ใช้แรงดันน้ำแยกเซลล์ไขมันอย่างอ่อนโยน | ใช้พลังงาน RF ในการสร้างความร้อนเพื่อแยกเซลล์ไขมัน | ใช้พลังงานคลื่นเสียงอัลตร้าซาวด์สร้างความร้อนเพื่อเพื่อแยกเซลล์ไขมัน | ใช้พลังงานกล จากการสั่นสะเทือนของเข็ม 4,000 รอบต่อนาทีเพื่อแยกเซลล์ไขมัน | ใช้พลังงานฮีเลียมพลาสมาร่วมกับพลังงาน RF กระชับผิว ณ อุณหภูมิ 85 องศาในระยะเวลา 0.04 วินาที |
จุดเด่น | – เจ็บน้อย – ฟื้นตัวไว – อักเสบต่ำ | – ผิวกระชับ – ลดผิวหย่อนคล้อย | – แยกเซลล์ไขมันที่หนาแน่นมาก ๆ ได้ | – เก็บรายละเอียดดี – ลดความเจ็บเมื่อใช้ร่วมเครื่องอื่น | – ผิวกระชับชัดเจนมาก |
ตำแหน่งที่ทำได้ | หน้าท้อง เอว ต้นแขน ต้นขา แผ่นหลัง หัวเข่า | เหนียง หน้าท้อง ต้นแขน เอว ขา ฯลฯ | หน้าท้อง เอว ต้นแขน ต้นขา แผ่นหลัง หัวเข่า | ใช้เสริมกับเครื่องดูดไขมันตัวอื่น | บริเวณที่ต้องการกระชับผิว |
ระยะเวลาทำ | 60–120 นาที / ตำแหน่ง | 30 นาที | 45–60 นาที | ขึ้นอยู่กับตำแหน่ง | 30–60 นาที |
ขนาดแผล | 3-5 มม. | 1-4 มิลลิเมตร (ขึ้นอยู่กับหัวดูดไขมันที่เลือกใช้) | 3-5 มม. | 3-5 มม. | 2-4 มม. |
ความเจ็บ | 2/10 เจ็บน้อยมาก | 2-6/10 เจ็บแบบทนได้ แต่บางตำแหน่งเจ็บน้อย | 5/10 เจ็บแบบทนได้ | 5/10 เจ็บแบบทนได้ | 1/10 มักรู้สึกหน่วงตึงมากกว่า |
ระยะเวลาพักฟื้น | 1–2 วัน | 0-7 วัน | 3-7 วัน | 3-7 วัน | 1-2 วัน |
ระยะเวลาเห็นผล | 2–6 เดือน | 3–6 เดือน | 3–6 เดือน | 1–2 เดือน | 3–6 เดือน |
เหมาะกับ | – ไม่อยากพักฟื้นนาน – กลัวเจ็บ – ปริมาณไขมันสะสมไม่มาก | – ผิวหย่อนคล้อยเล็กน้อย – ไขมันสะสมไม่เยอะ | – คนที่มีไขมันดื้อเยอะ – คนรูปร่างใหญ่/ชั้นไขมันหนา | – คนที่มีไขมันสะสมมาก – ต้องการเก็บรายละเอียดสัดส่วนเยอะ | – ผิวหย่อนคล้อยระดับกลาง–มาก |
ราคา | เริ่มต้น 39,000 บาท | เริ่มต้น 19,900 บาท ขึ้นอยู่กับเครื่องที่เลือกใช้ | เริ่มต้น 25,000 บาท | ต้องใช้ร่วมกับเครื่องอื่น ๆ ราคาจึงขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของทางคลินิก | ต้องใช้ร่วมกับเครื่องอื่น ๆ ราคาจึงขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของทางคลินิก |
หัวดูดไขมันมีอะไรบ้าง
Liposuction Cannulas หรือหัวดูดไขมัน ถือเป็นเครื่องมือที่มีบทบาทสำคัญในการดูดไขมัน หากเลือกใช้อย่างเหมาะสม ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสลายไขมัน แต่ยังลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนระหว่างการดูดไขมันด้วย โดยหัวดูดไขมัน เบื้องต้นมีอยู่ด้วยกันถึง 14 แบบ ซึ่งสามารถจำแนกออกเป็น 4 กลุ่มหลักตามวัตถุประสงค์ในการใช้งาน ดังนี้
1. Harvesting (หัวดูดไขมันสำหรับเก็บเซลล์ไขมัน)
หัวดูดในกลุ่มนี้ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับการเก็บเซลล์ไขมันที่ยังมีชีวิต เพื่อใช้ในการเติมไขมัน หัวดูด Harvesting จะเน้นการแยกเซลล์ไขมันแบบนุ่มนวลและลดการทำลายโครงสร้างเซลล์ไขมัน เพื่อคงสภาพเซลล์ให้สามารถนำไปใช้งานต่อได้อย่างเต็มที่ ยกตัวอย่างหัวดูด 2 ชนิด ได้แก่
- Del Vecchio Track-12 Cannulas หัวดูดหลายรูที่สามารถดูดไขมันได้แบบรอบทิศทางถึง 270 องศา ช่วยให้แพทย์สามารถดูดเก็บไขมันได้รอบด้านมากขึ้น
- Multi-Hole Cannulas หัวดูดหลายรูที่หมุนได้รอบทิศทาง 360 องศา ช่วยให้สามารถเก็บไขมันได้จากหลายทิศทาง ในปริมาณที่มากขึ้นได้
2. Specialty (หัวดูดไขมันสำหรับซอกซอนในจุดที่เข้าถึงยาก)
หัวดูดประเภทนี้พัฒนาขึ้นเพื่อเข้าถึงตำแหน่งที่มีความซับซ้อนหรือเข้าถึงยาก เช่น คอ แผ่นหลัง น่อง และหน้าอก (ในกรณีที่เป็นการผ่าตัดรักษา Gynecomastia) ด้วยรูปทรงและมุมที่เหมาะสม จะช่วยให้แพทย์สามารถควบคุมทิศทางการดูดไขมันได้อย่างถูกต้องมากยิ่งขึ้น
- Helixed Tri-Port III Cannulas สำหรับดูดไขมันหน้าอกในผู้ชายที่มีภาวะเต้านมโต
- Spatula Cannulas ส่วนปลายจะมีความแบน เหมาะกับบริเวณคอและแผ่นหลัง
- Flared Mercedes Cannulas รูปทรงเฉพาะที่ช่วยในการปั้นสัดส่วนให้ได้รูป
- Bent Cannulas ดัดมุมเพื่อเข้าถึงพื้นที่โค้งเว้าหรือซับซ้อน
- Turbo Cannulas ช่วยเพิ่มความเร็วในการดูดไขมัน
3. High Definition (หัวดูดไขมันช่วยในการปั้นหุ่น สร้างไลน์กล้ามเนื้อ)
หัวดูด HD เป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับการปรับชั้นไขมันผิวตื้น เพื่อสร้างมิติของกล้ามเนื้อ เช่น กล้ามหน้าท้อง (Six-pack), ร่องข้างลำตัว (Line 11) หรือขอบหัวไหล่ โดยเน้นความแม่นยำในการเก็บส่วนเกินและเหลือไขมันบางส่วนไว้เพื่อสร้างเส้นขอบของกล้ามเนื้อให้ดูเป็นธรรมชาติ
4. Extraction (หัวดูดไขมันใต้ผิวชั้นลึก)
หัวดูดกลุ่มนี้เหมาะสำหรับกำจัดไขมันที่ไม่ต้องการนำกลับมาใช้ โดยเน้นการดูดไขมันออกในปริมาณมาก โดยไม่ให้กระทบต่อชั้นผิวหนังหรือเพื่อลดผลข้างเคียงจากอาการผิวเบิร์น ผิวเป็นคลื่น ยกตัวอย่างหัวดูดกลุ่ม Extraction ได้แก่
- Single-Port Cannulas ท่อดูดแบบมุม 90 องศา ใช้ในพื้นที่ที่ต้องการความแม่นยำ
- Mercedes Cannulas ดูดไขมันรอบทิศทางได้ 360 องศา เหมาะกับการใช้งานทั่ว ๆ ไป
- Double Mercedes Cannulas ออกแบบสำหรับผิวที่มีพังผืดเกาะติดมาก
- Mirrored Tri-Port II Cannulas หัวดูดบางพิเศษ ดูดได้ในรอบทิศทาง 270 องศา เหมาะกับบริเวณที่ต้องการความละเอียดมาก
- Tri-Port II Cannulas ใช้สำหรับการดูดไขมันชั้นลึก ได้รอบทิศทาง 270 องศา
- Tri-Port III Cannulas หัวขนาดเล็กพิเศษรอบทิศทาง 90 องศา เหมาะกับพื้นที่ขนาดเล็กหรือจุดที่ต้องการความแม่นยำสูง
ตารางเปรียบเทียบหัวดูดไขมัน
ประเภทหัวดูด | หัวดูดไขมันเก็บเซลล์ไขมัน (Harvesting) | หัวดูดไขมันตำแหน่งเฉพาะ (Specialty) | หัวดูดไขมันปั้นสัดส่วน (High Definition) | หัวดูดไขมันชั้นลึก (Extraction) |
จุดเด่น | ดูดไขมันนุ่มนวล เซลล์ยังมีชีวิต | เข้าถึงบริเวณซับซ้อนได้ดี | ปรับไขมันตื้น สร้างไลน์กล้าม | ดูดไขมันลึก ปริมาณมาก |
ข้อดี | – ลดการเสียหายของเซลล์ – เหมาะกับการเติมไขมัน | – แม่นยำสูง – เหมาะกับจุดเล็ก เช่น คอ แผ่นหลัง | – ปั้นซิกแพค / ร่อง 11 ได้ – หุ่นมีมิติสวยงาม | – กำจัดไขมันได้มาก – ผิวเรียบ ไม่เป็นคลื่น |
ข้อเสีย | – ใช้เวลานานกว่าหัวทั่วไป – ไม่เหมาะกับการดูดเยอะ | – ต้องใช้แพทย์ที่ชำนาญ – ดูดไขมันช้ากว่าทั่วไป | – ต้องใช้ทักษะสูง – เสี่ยงบวม/ช้ำง่าย | – ไขมันใช้ซ้ำไม่ได้ – ไม่เหมาะกับการเก็บไขมัน |
เหมาะกับ | เติมไขมันบนใบหน้า หน้าอก สะโพก | จุดเล็ก แคบ / ผู้ชายเต้านมโต (Gynecomastia) | คนที่ต้องการกล้ามเนื้อชัด รูปร่างฟิต | ผู้ที่มีไขมันหนาแน่นมาก / ตัวใหญ่ |
ขั้นตอนการดูดไขมัน
การดูดไขมัน คือการศัลยกรรมที่มีขั้นตอนไม่ซับซ้อนมากนัก โดยจะมีอยู่ด้วยกันหลัก ๆ ทั้งหมด 3 ขั้นตอนได้แก่ การระงับความเจ็บปวด การแยกเซลล์ไขมันให้แตกตัว และการดูดเอาไขมันออกมาจากร่างกาย ซึ่งจะมีรายละเอียดทั้งหมด ดังนี้
ปรึกษาแพทย์และวางแผนการรักษาให้เหมาะกับผู้เข้ารับบริการที่สุด
ในขั้นตอนแรก แพทย์จะทำการประเมินสุขภาพโดยรวมของผู้เข้ารับบริการก่อน โดยพิจารณาประวัติทางการแพทย์ ลักษณะของรูปร่าง และปริมาณไขมันในตำแหน่งที่ต้องการรักษา เพื่อออกแบบแผนการดูดไขมัน (Liposuction Map) ที่เหมาะสมกับสัดส่วนของแต่ละบุคคล โดยคำนึงถึงปริมาณไขมันที่ควรนำออก การเลือกใช้ชนิดของเครื่องดูดไขมัน และเป้าหมายผลลัพธ์ที่ต้องการ
เตรียมร่างกายให้พร้อมและระงับความรู้สึก
ก่อนการผ่าตัด แพทย์จะแนะนำให้ผู้เข้ารับบริการทำตามข้อปฏิบัติตัวก่อนดูดไขมันก่อนอย่างละเอียด เพื่อให้ร่างกายอยู่ในสภาวะสุขภาพที่ดีพร้อมสำหรับการดูดไขมัน และลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนทั้งก่อน ระหว่าง และหลังทำ โดยแพทย์จะทำการระงับความรู้สึกด้วยการดมยาสลบ (General Anesthesia) หรือการใช้ยาชาเฉพาะที่ (Local Anesthesia) โดยการเลือกวิธีระงับความรู้สึกจะขึ้นอยู่กับขนาดของพื้นที่ที่จะทำการดูดไขมัน และดุลยพินิจของวิสัญญีแพทย์
การฉีดน้ำยา Tumescent
หลังระงับความรู้สึก แพทย์จะทำการเปิดแผลขนาดเล็กเพียง 2-5 มิลลิเมตร บริเวณที่ซ่อนรอยแผล และฉีดสารละลาย Tumescent ซึ่งประกอบด้วยน้ำเกลือ, ยาชา (Lidocaine), และยาที่ช่วยให้หลอดเลือดหดตัว (Epinephrine) เข้าไปในชั้นไขมันใต้ผิวหนัง โดยกลไกของ Tumescent จะเข้าไปช่วยให้บริเวณนั้นเกิดภาวะบวมตึง (Tumescence), ทำให้เส้นเลือดและเส้นประสาทหดตัว ส่งผลให้รู้สึกเจ็บปวดน้อยลง, ลดการสูญเสียเลือดมาก (Minimize Blood Loss), ลดอาการบวมช้ำ และช่วยให้การฟื้นตัวหลังทำดียิ่งขึ้น
การแยกเซลล์ไขมันและการดูดออก
แพทย์จะใช้ท่อดูดไขมันขนาดเล็กที่เรียกว่า Cannula สอดเข้าไปใต้ชั้นผิวหนังผ่านแผลที่เปิดไว้ จากนั้นจะเริ่มใช้งานเครื่องมือดูดไขมัน (เช่น Vaser, BodyTite, MicroAire) เพื่อส่งพลังงานเข้าไปแยกเซลล์ไขมันออกจากเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (Disrupt Adipocytes) ให้แตกตัวเป็นของเหลว เมื่อไขมันแตกตัวแล้ว แพทย์จะใช้ Cannula ทำการดูดเอาไขมันที่เป็นของเหลวออกมา เข้าสู่ถังเก็บภายใต้ระบบสุญญากาศ (Vacuum Pressure)
การกระตุ้นการหดตัวของผิวหนังและการปิดแผล
ในขณะที่ทำการดูดไขมันออกไปแล้ว ผิวหนังบริเวณนั้นจะยังคงมีความยืดหยุ่น แพทย์จะใช้เทคนิคการดูดไขมันและการใช้พลังงานของเครื่องมือ (โดยเฉพาะเครื่องมือที่เน้นการกระชับผิว เช่น โปรแกรม J Plasma) เพื่อกระตุ้นการหดตัวคืนของผิวหนัง (Skin Retraction) และช่วยให้ผิวไม่หย่อนคล้อยหลังไขมันถูกนำออกไป จากนั้นแพทย์จะทำความสะอาดแผล และอาจเย็บปิดแผลแบบเปิดทิ้งไว้เล็กน้อย (Open Drainage) เพื่อให้ของเหลวที่เหลือในชั้นผิวหนังสามารถระบายออกมาได้สะดวก
การดูแลหลังดูดไขมันทันที
หลังจากปิดแผลเรียบร้อย ผู้เข้ารับบริการจะถูกสวมชุดกระชับหลังดูดไขมัน (Compression Garment) ทันที เพื่อช่วยลดอาการบวม ลดการเกิดโพรงใต้ผิวหนัง และช่วยให้ผิวหนังเข้าที่ จากนั้นจะนำส่งไปยังห้องพักฟื้นเพื่อสังเกตอาการและดูแลให้ร่างกายฟื้นตัวอย่างเต็มที่ก่อนกลับบ้าน
ดูดไขมันตำแหน่งไหนได้บ้าง
ตำแหน่งที่ดูดไขมันได้นั้นมีหลากหลายจุด โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีเป้าหมายเพื่อกำจัดไขมันส่วนเกินในบริเวณที่เราไม่สามารถลดได้ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายหรือคุมอาหาร
5 บริเวณยอดนิยมที่คนไข้นิยมทำมากที่สุด (Top 5 Popular Areas)
ตำแหน่งที่ดูดไขมันออกมาได้จะมีทั้งหมด 8 ตำแหน่งหลัก ๆ ได้แก่
หน้าท้อง (Abdomen)
การดูดไขมันหน้าท้องเป็นหนึ่งในหัตถการที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เหมาะสำหรับผู้ที่มีไขมันสะสมบริเวณหน้าท้องส่วนบน หน้าท้องส่วนล่าง หรือรอบเอว ซึ่งแม้จะออกกำลังกายหรือลดน้ำหนักแล้วก็ยังไม่สามารถลดไขมันในจุดนี้ได้ โดยการดูดไขมันจะช่วยปรับรูปร่างให้ดูเพรียว และลดพุงล่าง ลดพุงยื่นได้ดี
เหนียงและกรอบหน้า (Double Chin & Jawline)
บริเวณใต้คางหรือที่เรียกว่า “เหนียง” เป็นอีกจุดที่ไขมันมักจะเกิดการสะสมได้ง่าย การดูดไขมันเหนียงสามารถช่วยให้ใบหน้าดูเรียวขึ้น กรอบหน้าชัดขึ้น และลดความหย่อนคล้อยบริเวณใต้คางได้ดี
ต้นแขน (Upper Arms)
ไขมันที่ต้นแขนทำให้แขนดูใหญ่หรือหย่อนคล้อย ซึ่งการลดต้นแขนด้วยการออกกำลังกายเพียงอย่างเดียวนั้นค่อนข้างยาก การดูดไขมันต้นแขนจะช่วยให้แขนดูเรียวและกระชับมากยิ่งขึ้น เหมาะกับคนที่ต้องการให้รูปร่างดูเพรียวบางมากขึ้น เลือกเสื้อผ้าได้ง่ายยิ่งขึ้น
ต้นขา (Thighs)
บริเวณต้นขาด้านในและด้านนอกมักมีไขมันสะสมได้ง่าย โดยเฉพาะในผู้หญิงที่มักจะมีปัญหาขาใหญ่ ต้นขาเบียด หรือต้นขาไม่เท่ากัน การดูดไขมันต้นขาจะสามารถช่วยให้ต้นขาดูเล็กลง ลดขาเบียดเสียดสี ทำให้ขาเรียวสวยสมส่วนมากยิ่งขึ้น
รอบเอว (Waist)
ไขมันรอบเอวหรือที่เรียกกันว่า “ห่วงยางรอบเอว (Love Handles)” เป็นจุดไขมันสะสมที่พบได้บ่อยและยากต่อการลดด้วยตัวเอง เกิดขึ้นได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย การดูดไขมันเอวจะช่วยสร้างส่วนเว้าส่วนโค้งของลำตัวให้ชัดเจน รูปร่างจะดูมีทรวดทรง สมส่วนมากยิ่งขึ้น
แผ่นหลังและปีกหลัง (Back & Bra Line)
บริเวณหลังส่วนบนและส่วนล่างมักมีไขมันสะสมมากจนทำให้มีส่วนเกินชัดเจน เช่น บริเวณปีกเสื้อใน ไขมันเอวส่วนหลัง หรือบริเวณไขมันใกล้ต้นแขน การดูดไขมันแผ่นหลังหรือการดูดไขมันปีกหลังสามารถช่วยให้รูปร่างและผิวมีความเรียบเนียนขึ้น ลดรอยพับของผิวหนัง ลดปีกเสื้อใน ลดผิวหย่อนคล้อย ทำให้สวมเสื้อผ้าได้อย่างมั่นใจมากขึ้น
น่องขา (Calves)
แม้บริเวณน่องจะประกอบด้วยกล้ามเนื้อน่องเป็นหลัก แต่ในบางรายก็อาจมีไขมันสะสมอยู่ด้วย ซึ่งมักจะจำแนกด้วยตัวเองไม่ชัดเจนนัก โดยเฉพาะคนที่ขาใหญ่หรือน่องขามีขนาดไม่สมส่วน การดูดไขมันน่องจะค่อนข้างตอบโจทย์มากกับคนที่มีปัญหาน่องเป็นก้อน น่องโตจากไขมัน
หน้าอกผู้ชาย (Gynecomastia)
การดูดไขมันหน้าอกช่วยแก้ปัญหาภาวะ “เต้านมโตในผู้ชาย” (Gynecomastia) ซึ่งจะทำให้การดูดไขมันหน้าอกอาจทำร่วมกับการยกกระชับหรือการลดขนาดหน้าอก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการและคำแนะนำจากแพทย์
เน้นบริเวณหน้าท้องบน-ล่าง หรือพุงหมาน้อย
เน้นกำจัดไขมันส่วนเกินที่อยู่รอบเอวหน้าและหลัง
เน้นกำจัดไขมันส่วนเกินที่อยู่บริเวณต้นขาด้านนอก ด้านใน จนถึงหัวเข่า
เน้นกำจัดไขมันส่วนเกินบริเวณต้นแขนโดยรอบและบริเวณนมน้อย
เน้นกำจัดไขมันส่วนเกินบริเวณกรอบหน้าและใต้คาง
เน้นกำจัดไขมันส่วนเกินบริเวณแผ่นหลัง โดยเฉพาะส่วนปีกเสื้อใน
เน้นกำจัดไขมันส่วนเกินบริเวณน่องไปจนถึงข้อเท้า
ใครที่เหมาะสมกับการดูดไขมัน
การดูดไขมัน อาจจะเป็นการกำจัดส่วนเกินตามร่างกายที่ได้ผลชัดเจนและตรงจุด แต่ก็ต้องยอมรับครับว่าการดูดไขมันไม่ได้เหมาะกับทุกคน เพราะยังถือว่าเป็นการผ่าตัดอย่างหนึ่งที่ต้องผ่านขั้นตอนหลายอย่าง เรามาดูกันว่าใครเหมาะ-ไม่เหมาะกับการดูดไขมันบ้าง?
กลุ่มคนที่เหมาะกับการดูดไขมัน
- คนที่มีไขมันใต้ผิวหนังสะสมเยอะ ทำให้มีปัญหาเรื่องสัดส่วนรูปร่าง
- คนที่มีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ไม่เกิน 30 (หากสูงกว่านี้ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจ)
- คนที่น้ำหนักคงที่มาตลอดระยะเวลา 6-12 เดือน หรือลดน้ำหนักมาแล้วไม่ลง
- คนที่มีสัดส่วนไม่สมดุล ต้องการกำจัดไขมันส่วนเกินเฉพาะจุด
กลุ่มคนที่ไม่เหมาะกับการดูดไขมัน
- คนที่มีโรคประจำตัว ได้แก่ มะเร็ง เบาหวาน โรคอ้วน ความดันสูง แพ้ภูมิตัวเอง หรือโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดและหัวใจ เป็นต้น (แนะนำให้สอบถามแพทย์เพื่อข้อมูลที่ถูกต้อง)
- คนที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ หรือเป็นผู้ติดเชื้อเฮชไอวี (HIV) มีความเสี่ยงติดเชื้อได้ง่าย
- คนที่มีโรคซึ่งควบคุมได้ยาก เช่น โรคหอบหืด ลมบ้าหมู ไทรอยด์ เป็นต้น
- คนที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยรุนแรง (แนะนำให้ตัดหนังหน้าท้องจะเหมาะสมกว่า)
ข้อดีและข้อเสียของการดูดไขมัน
แม้ว่าการดูดไขมันจะเป็นหัตถการทางการแพทย์ที่สามารถปรับรูปร่างได้อย่างชัดเจนและรวดเร็ว แต่ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียที่ควรพิจารณาก่อนตัดสินใจ เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายและความคาดหวังของแต่ละบุคคล
ข้อดีของการดูดไขมัน
- ลดไขมันเฉพาะจุดได้อย่างรวดเร็ว เหมาะสำหรับบริเวณที่แม้จะควบคุมอาหารหรือออกกำลังกายแล้วก็ยังลดได้ยาก เช่น หน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา เหนียง หรือเอว
- ปรับรูปร่างให้สมส่วน ช่วยเสริมให้สัดส่วนของร่างกายดูสมดุลและกระชับขึ้น เช่น การสร้างเอวคอด ขาเรียว หรือแขนเล็กลง
- เห็นผลทันทีหลังทำ (บางส่วน) แม้จะมีอาการบวมในระยะแรก แต่โดยรวมสามารถเห็นรูปร่างที่เปลี่ยนแปลงได้ในเวลาอันสั้น
- มีเทคโนโลยีหลากหลายที่ปลอดภัยมากขึ้น เช่น VASER, BodyTite, J Plasma ที่ช่วยสลายไขมันและกระชับผิวในขั้นตอนเดียว ลดความเสี่ยงในการเกิดผิวไม่เรียบ
- สามารถนำไขมันไปเติมในจุดอื่นของร่างกาย เช่น เติมไขมันหน้าอก สะโพก หรือใบหน้า เพิ่มความคุ้มค่าในการทำหัตถการ
ข้อเสียของการดูดไขมัน
- ไม่ใช่วิธีลดน้ำหนักโดยตรง การดูดไขมันเน้นลดไขมันเฉพาะจุดเท่านั้น ไม่สามารถใช้ทดแทนการควบคุมอาหารหรือออกกำลังกายได้
- มีความเสี่ยงจากการผ่าตัด เช่น การติดเชื้อ เลือดออก บวมช้ำ ผิวไม่เรียบ หรือเกิดพังผืด หากทำโดยแพทย์ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญ
- ต้องมีระยะพักฟื้น ผู้เข้ารับการดูดไขมันควรพักผ่อนและหลีกเลี่ยงกิจกรรมหนักประมาณ 1-2 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับบริเวณและเทคนิคที่ใช้
- ผลลัพธ์ไม่ถาวรหากไม่ดูแลตนเอง แม้จะดูดไขมันออกไปแล้ว แต่หากมีพฤติกรรมการกินหรือการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม ไขมันใหม่ก็สามารถกลับมาสะสมได้อีก
- ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง โดยเฉพาะหากต้องการทำหลายตำแหน่งพร้อมกัน เป็นการดูดไขมันทั้งตัว หรือเลือกใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและปลอดภัยมากขึ้น
ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ จากการดูดไขมัน
การดูดไขมันยังมีความเสี่ยงในเชิงโครงสร้างและการแพทย์ที่สำคัญ ซึ่งผู้เข้ารับบริการควรทำความเข้าใจ และเลือกทำหัตถการกับศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทางที่มีความชำนาญเท่านั้น โดยทั่วไปแล้ว การดูดไขมันอาจมีความเสี่ยงดังนี้
- ผิวไม่เรียบหรือเป็นคลื่น อาจเกิดขึ้นหากแพทย์ดูดไขมันออกไปไม่สม่ำเสมอ หรือมีการดูดไขมันที่ตื้นเกินไป ทำให้เกิดรอยบุ๋มหรือรอยนูนที่ไม่พึงประสงค์
- ความไม่สมมาตร เกิดจากปริมาณไขมันที่ถูกนำออกจากร่างกายทั้งสองข้างไม่เท่ากัน ทำให้สัดส่วนซ้าย-ขวาไม่สมดุล
- ภาวะผิวหย่อนคล้อย ในผู้ที่มีผิวขาดความยืดหยุ่นอยู่แล้ว การนำไขมันออกปริมาณมากอาจทำให้ผิวหนังไม่สามารถหดตัวคืนได้ทั้งหมด ส่งผลให้ผิวหนังดูหย่อนคล้อย
- ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน (Thromboembolism) เป็นความเสี่ยงที่ร้ายแรงที่สุด โดยเฉพาะการเกิดลิ่มเลือดที่ขา (DVT) ซึ่งหากลิ่มเลือดเคลื่อนที่ไปอุดตันที่ปอด (Pulmonary Embolism) อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
- การบาดเจ็บต่ออวัยวะภายใน เป็นภาวะที่พบได้น้อยมาก แต่มีความเสี่ยง หากแพทย์ไม่มีความชำนาญและใช้ท่อดูดไขมันไปทำอันตรายต่อลำไส้หรืออวัยวะภายในช่องท้อง
- การสูญเสียของเหลวและเกลือแร่ผิดปกติ การดูดไขมันในปริมาณที่มากเกินไปในการทำครั้งเดียว อาจทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่ในปริมาณมาก ซึ่งนำไปสู่ภาวะช็อกได้
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงเหล่านี้สามารถลดลงได้อย่างมาก หากการผ่าตัดดำเนินการโดยทีมศัลยแพทย์และวิสัญญีแพทย์ผู้ชำนาญการในห้องผ่าตัดที่ได้มาตรฐาน และมีเครื่องมืออุปกรณ์ที่เหมาะสม
การเตรียมตัวก่อน-หลังดูดไขมัน
การเตรียมตัวก่อนการดูดไขมัน
- เตรียมข้อมูลเกี่ยวกับขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อให้รับมือกับผลข้างเคียงได้ดีขึ้น
- ทำการตรวจเลือดและตรวจร่างกายตามคำแนะนำของแพทย์อย่างละเอียด เพื่อประเมินความพร้อมของร่างกายก่อนการผ่าตัด
- แจ้งข้อมูลส่วนตัวทางสุขภาพ เช่น ประวัติการรักษาโรค การใช้ยา การแพ้ยา (ทั้งยาตามแพทย์สั่งและอาหารเสริม) รวมถึงประวัติการติดเชื้อที่สำคัญแก่แพทย์อย่างตรงไปตรงมา
- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงขึ้นไปก่อนวันจริง
- งดสูบบุหรี่และงดดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ก่อนผ่าตัด เพราะมีผลต่อการไหลเวียนโลหิตและการสมานตัวของบาดแผล
- งดน้ำและอาหารก่อนถึงชั่วโมงดูดไขมันจริงอย่างน้อย 8 ชั่วโมงขึ้นไป เพื่อป้องกันภาวะสำลักระหว่างการดมยา หรือการใช้ยาระงับความรู้สึก
- งดทานยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs), แอสไพริน, น้ำมันปลา, วิตามินอี, หรือสมุนไพรบางชนิดอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ก่อนทำหัตถการ (ควรปรึกษาแพทย์ก่อนหยุดยาประจำตัวทุกครั้ง)
การดูแลตัวเองหลังดูดไขมัน
- รักษาความสะอาดของแผลด้วยการทำแผลตามคำแนะนำของแพทย์อย่างสม่ำเสมอ
- ห้ามให้แผลโดนน้ำหรือเปียกชื้น เพราะอาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้
- รับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
- ดื่มน้ำและนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
- สำหรับ 1-4 สัปดาห์แรก ต้องสวมชุดกระชับหลังดูดไขมันอย่างน้อยวันละ 22 ชม. (ปลดคลายได้ 30-60 นาทีวันละ 2 ครั้ง) เพื่อช่วยลดอาการบวม ให้ผิวหนังติดกับชั้นกล้ามเนื้อ และช่วยให้รูปร่างเข้าทรง
- ควรพักผ่อนให้เพียงพอ แต่ไม่ควรนอนติดเตียงหรือนั่งอยู่กับที่ตลอดทัังวัน ต้องเคลื่อนไหวช้า ๆ เล็กน้อยทุก 1-2 ชม. เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเลือดและลดความเสี่ยงการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน
- ทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อการฟื้นฟูร่างกาย
- ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และไม่สูบบุหรี่
- ไม่ทานอาหารเสริม โดยเฉพาะชนิดที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น ไอบูโพรเฟน, แอสไพริน, วาร์ฟาริน, น้ำมันปลา, วิตามินอี หรือแปะก๊วย เป็นต้น (หากต้องการทานอาหารเสริม แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ก่อน)
- งดออกกำลังกายและงดใช้แรงหนักในช่วง 1 เดือนแรก
- นวดกระตุ้นการระบายน้ำเหลือง (Lymphatic Drainage Massage) หรือการทำทรีตเมนต์กระชับผิว (เช่น RF) หลังสัปดาห์ที่ 2 ตามคำแนะนำของแพทย์ จะช่วยลดการเกิดก้อนแข็ง (Fibrosis) ใต้ผิวหนังและกระตุ้นการหดตัวของผิวหนังให้เรียบเนียน
- สังเกตอาการของตัวเองสม่ำเสมอ หากพบความผิดปกติจะต้องรีบติดต่อเพื่อพบแพทย์ทันที
การพักฟื้นหลังดูดไขมัน
การฟื้นตัวหลังการดูดไขมันเป็นการเดินทางที่ต้องใช้เวลา โดยอาการและการเปลี่ยนแปลงของสัดส่วนจะค่อย ๆ พัฒนาไปตามระยะเวลา การทราบว่าอาการใดเป็นเรื่องปกติของกระบวนการฟื้นฟู จะช่วยให้ผู้เข้ารับบริการมีความพร้อมและลดความกังวลในช่วงต่าง ๆ ได้อย่างดี
1. ระยะแรก (24-72 ชั่วโมง)
ในระยะแรกนี้ ผู้เข้ารับบริการจะพบกับอาการต่าง ๆ ที่เกิดจากการผ่าตัดและปฏิกิริยาของร่างกาย
- อาการปวด จะรู้สึกปวดตึงและระบมคล้ายกับการออกกำลังกายหนัก ๆ ซึ่งสามารถควบคุมได้ด้วยยาแก้ปวดที่แพทย์สั่ง
- น้ำซึมจากแผล เป็นเรื่องปกติที่จะมีน้ำเหลืองหรือน้ำยา Tumescent ไหลซึมออกจากแผลขนาดเล็กที่เปิดไว้ เพื่อระบายของเหลวส่วนเกินออกจากร่างกาย (Open Drainage)
- อาการบวมช้ำ รอยช้ำจะเริ่มปรากฏชัดเจน และอาการบวมจะเริ่มมากขึ้นในช่วง 3 วันแรก
2. ระยะฟื้นตัวตอนต้น (สัปดาห์ที่ 1-2)
- อาการบวมมาก อาการบวมจะถึงจุดสูงสุดในช่วงสัปดาห์แรก จากนั้นจะเริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว
- อาการชาและคัน อาจรู้สึกชาหรือคันบริเวณที่ดูดไขมัน ซึ่งเป็นสัญญาณว่าเส้นประสาทกำลังฟื้นตัว
- ความแข็งตึงใต้ผิว เริ่มมีอาการแข็งตึงหรือเป็นก้อนใต้ผิวหนัง (Seroma) ซึ่งเป็นปฏิกิริยาของร่างกายในการสมานแผลและจะค่อย ๆ ถูกจัดการด้วยการนวดและการสวมชุดกระชับ
3. ระยะเข้าที่ (เดือนที่ 1-3)
- การยุบตัวของบวม อาการบวมส่วนใหญ่ (ประมาณ 60-80%) จะยุบลงอย่างชัดเจน ทำให้เริ่มเห็นเค้าโครงของสัดส่วนใหม่
- การหดตัวของผิว ผิวหนังจะเริ่มหดตัวคืนตามรูปทรงใหม่ที่ถูกกำหนดไว้ ทำให้ผิวเรียบเนียนขึ้น
- การกลับมาทำกิจกรรมได้ปกติ สามารถกลับไปออกกำลังกายหนักได้เต็มที่ตามคำแนะนำของแพทย์
4. ระยะสุดท้าย (เดือนที่ 3-6)
- สัดส่วนคงที่ อาการบวมทั้งหมดหายไปอย่างสมบูรณ์ และสัดส่วนจะเข้าที่คงที่
- รอยแผลเป็น รอยแผลขนาดเล็กจะเริ่มจางลงและกลายเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ ที่มองเห็นได้ยาก
ดูดไขมันที่ไหนดี? วิธีการเลือกคลินิกดูดไขมัน
การดูดไขมันควรทำที่โรงพยาบาลหรือคลินิกที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง มีแพทย์ผู้ชำนาญการและมีประสบการณ์ด้านการดูดไขมันมาก่อน และจะต้องสามารถให้บริการเทคโนโลยีที่ทันสมัยด้วย โดยควรเลือกสถานพยาบาลที่มีใบอนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุข มีห้องผ่าตัดที่ได้มาตรฐาน มีระบบปลอดเชื้อ ระบบไฟสำรองฉุกเฉิน และระบบติดตามผลหลังทำอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ ควรมีมาตรการที่ช่วยอำนวยความสะดวกหลังทำ เช่น ทีมวิสัญญีแพทย์ เครื่องดมยาสลบ การตรวจชั้นผิวหนังและปริมาณไขมันก่อนทำ เป็นต้น
นอกจากนี้ แพทย์ผู้ทำการดูดไขมันควรเป็นผู้มีประสบการณ์และเข้าใจทั้งกายวิภาคและศิลปะในการปั้นรูปร่าง ซึ่งเราจะต้องดูรีวิวจากผู้เข้ารับบริการจริงประกอบเสมอ เพื่อให้มั่นใจในผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์ตัวเราเองมากที่สุด นอกจากนี้ การดูแลหลังดูดไขมัน เช่น การนวดกระชับ การติดตามอาการ และคำแนะนำเฉพาะบุคคลก็เป็นอีกองค์ประกอบสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามในการเลือกสถานพยาบาลที่เหมาะสมด้วยเช่นกัน
ผลข้างเคียงที่พบได้ทั่วไป
หลังดูดไขมันมักจะมีผลข้างเคียงเบื้องต้นอยู่แล้ว ซึ่งถือว่าเป็นระดับปกติ ได้แก่
- อาการบวมอักเสบ ช้ำ เนื่องจากเนื้อเยื่อได้รับบาดเจ็บ ซึ่งจะดีขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์
- รู้สึกเจ็บแผลเล็กน้อย หรือไม่สบายตัว บางรายอาจตึงบริเวณที่ทำ
- มีรอยแดงหรือผิวเป็นคลื่นเล็กน้อย จะต้องทำตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อลดอาการ
- อาการชาหรือไวต่อการสัมผัส จากการบาดเจ็บของเส้นประสาท ซึ่งจะดีขึ้นภายใน 1-3 เดือน
- เกิดการสะสมของก้อนไตหรือของเหลวใต้ผิว สามารถหายได้หากรับการนวดเดรนน้ำเหลือง
- เป็นรอยแผลเป็นจากการเปิดแผลดูดไขมัน แต่หายได้ด้วยการทำเลเซอร์หรือทายา
ผลข้างเคียงที่ไม่ปกติ ต้องพบแพทย์โดยด่วน
- หลังทำมีไข้สูงมากกว่า 38°C
- มีเลือดออกจากแผลในปริมาณมาก เลือดไหลไม่หยุด
- แผลมีกลิ่นหรือมีน้ำหนองไหลออกมา แปลว่าเกิดการติดเชื้อ
- ผิวเปลี่ยนสีคล้ำผิดปกติ บริเวณรอบแผลแดงไม่หายสักทีหรือเป็นหนักขึ้นเรื่อย ๆ
- ความเจ็บ ปวด หรือระบมไม่ลดลงเลย
- หายใจลำบากหรือเจ็บหน้าอก
แม้การดูดสลายไขมันจะมีผลข้างเคียงหลายข้อที่น่าเป็นกังวล แต่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีหลากหลายที่เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหานี้เช่นกัน ดังนั้น เราจึงต้องทำความเข้าใจปัญหาและศึกษาวิธีแก้ไขอย่างละเอียดก่อน หากพบความผิดปกติก็ควรจะแจ้งให้แพทย์ทราบทันที เพื่อหาทางรับมืออย่างปลอดภัย
หลังดูดไขมัน ต้องพักฟื้นกี่วัน?
ระยะเวลาการพักฟื้นหลังการดูดไขมันจะต้องใช้อย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายเริ่มฟื้นตัวจากการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ อย่างไรก็ตาม หลังดูดไขมันพักฟื้นกี่วันอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล โดยขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น สภาพร่างกายและภูมิคุ้มกันของผู้เข้ารับบริการ, ตำแหน่งที่เลือกดูดไขมัน, ปริมาณไขมันที่ดูดออกมาได้, เทคนิคและเครื่องดูดไขมันที่เลือก, ความชำนาญของแพทย์ ไปจนถึงความเคร่งครัดในการดูแลตัวเองหลังทำ
ผลลัพธ์ของการดูดไขมันเป็นอย่างไร กี่วันถึงจะเข้าที่?
ผลลัพธ์ของการดูดไขมันจะเริ่มเห็นได้ทันทีหลังทำ แต่จะเข้าที่ชัดเจนประมาณ 1-3 เดือน และเห็นผลลัพธ์ชัดเจนอย่างท้ายที่สุดภายใน 6 เดือน โดยในช่วง 3-7 วันแรก อาจมีอาการบวม ตึง และช้ำเป็นเรื่องปกติ ซึ่งจะค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2-4 หากมีการดูแลหลังทำอย่างเหมาะสมจะช่วยให้สัดส่วนเริ่มกระชับและเข้ารูปได้เร็วขึ้น
แม้จะเห็นผลเบื้องต้นในเวลาไม่นานนัก แต่จริง ๆ แล้ว หลังดูดไขมันกี่วันถึงเข้าที่นั้น จะขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเอง เช่น การควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย และรักษาน้ำหนักให้คงที่ เพราะถึงแม้ไขมันที่ถูกดูดออกจะไม่กลับมาสะสมเท่าเดิม แต่หากมีพฤติกรรมที่ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น ไขมันในจุดอื่น ๆ ยังคงสามารถกลับสะสมได้ จึงควรมองว่าการดูดไขมันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการปรับรูปร่างให้เข้าใกล้เป้าหมายที่ต้องการเร็วขึ้น ไม่ใช่การลดน้ำหนักหรือลดสัดส่วนแบบถาวร
ดูดไขมัน สามารถทำพร้อมกับอะไรได้บ้าง?
การดูดไขมันสามารถทำพร้อมกับการศัลยกรรมหรือหัตถการอื่น ๆ ได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการตัดหนังหน้าท้อง การเสริมหน้าอกด้วยซิลิโคน การฉีดไขมัน การทำยกกระชับผิวหนัง เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ผู้เข้ารับบริการจะต้องปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสภาวะร่างกายว่าเหมาะกับการทำศัลยกรรมหรือหัตถการอื่น ๆ ประเภทใดบ้าง และต้องทำความเข้าใจด้วยว่าหากทำหลายอย่างพร้อมกัน อาจจะทำให้เราต้องการเวลาพักฟื้นและวินัยในการดูแลหลังทำมากขึ้นด้วย
อัตราค่าบริการและความคุ้มค่า
ราคาดูดไขมันเริ่มต้นจะอยู่ที่ 25,000 บาทขึ้นไป แต่อย่างไรก็ตาม ราคาดูดไขมันมีค่าใช้จ่ายหลายส่วนที่ต้องพิจารณา ซึ่งมีความแตกต่างกันไปตามวิธีที่ใช้ เทคนิค เครื่องมือที่เลือกใช้ เช่น Vaser, BodyTite หรือ Body-Jet และความซับซ้อนของสรีระ ไปจนถึงเงื่อนไขอื่น ๆ ตามที่สถานพยาบาลนั้นมี โดยแพทย์จะประเมินและแจ้งยอดสุทธิก่อนทำการรักษา
ราคาดูดไขมัน รวมค่าใช้จ่ายส่วนไหนบ้าง?
จากที่บอกไปว่าค่าใช้จ่ายในการดูดไขมันนั้นมีหลายส่วนด้วยกัน โดยอาจจะรวมอยู่ในค่าใช้จ่ายเบ็ดเสร็จหรือไม่ก็ได้ ดังนี้
- ค่าธรรมเนียมแพทย์ผ่าตัด
- ค่าวางยาสลบโดยวิสัญญีแพทย์
- ค่าธรรมเนียมบริการของสถานพยาบาล
- ค่ายาสำหรับทานหลังทำ
- ค่าบริการห้องพักฟื้น
- ค่าห้องพัก 1-2 คืน (อาจมีหรือไม่มีก็ได้)
- ค่าชุดกระชับหลังดูดไขมัน
- ค่าประกัน
โดยส่วนใหญ่แล้ว ค่าดูแลหลังทำหรือค่ายาที่แพทย์สั่งจ่ายอาจจะไม่รวมอยู่ในราคาดูดไขมัน และอาจจะไม่รวมกับค่าประกันด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ให้สอบถามรายละเอียดอย่างชัดเจนที่สุดก่อนตัดสินใจ
คุณหมอชวนคุย ควรเลือกดูดไขมันเฉพาะจุด หรือดูดไขมันทั้งตัวดี แบบไหนปลอดภัยกว่ากัน
"ถ้าให้หมอแนะนำ การดูดไขมันเฉพาะจุดจะปลอดภัยกว่าในภาพรวมครับ เพราะเราสามารถควบคุมปริมาณไขมันที่ดูดออกได้แม่นยำมากกว่า และช่วยให้เราสามารถควบคุมความเสี่ยงจากการเสียเลือดมากได้ด้วย ซึ่งบางครั้งแค่แก้ไขจุดเล็ก ๆ ก็เปลี่ยนรูปร่างโดยรวมได้แล้วครับ
แต่ในบางเคสที่อยากปรับหลายจุดพร้อมกัน หรือเป็นเคสที่มีไขมันสะสมทั้งตัวเยอะมาก ๆ การดูดไขมันทั้งตัวก็ทำได้ครับ แต่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของหมออย่างใกล้ชิด และจะต้องมีการวางแผนอย่างละเอียดรอบคอบมาก ๆ ที่สำคัญคือ ปริมาณไขมันที่ดูดในแต่ละครั้งต้องไม่มากเกินขีดจำกัดของผู้เข้ารับบริการด้วย"หมอไอซ์ (นพ. วิษณุ เฮ้งสวัสดิ์) เลขว. 51179
Reference
Liposuction. (2023, October 11). NHS. https://www.nhs.uk/tests-and-treatments/cosmetic-procedures/cosmetic-surgery/liposuction/
Bartow, M. (2025, July 7). Liposuction. National Library of Medicine. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK563135/
Liposuction. (n.d.). The British Association of Aesthetic Plastic Surgeons. https://baaps.org.uk/patients/procedures/17/liposuction
Ho, T. (2023, June 26). Liposuction. MedlinePlus. https://medlineplus.gov/ency/article/002985.htm
Nordqvist, C. (2018, January 5). What are the benefits and risks of liposuction?. Medical News Today. https://www.medicalnewstoday.com/articles/180450#what_is_liposuction
คำถามรวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการดูดไขมัน
อย่างที่เห็นว่ามันมีข้อมูลเยอะมาก ๆ ที่เราต้องทำความเข้าใจ ดังนั้น หลายคนจึงอาจจะมีคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดูดไขมัน เราได้รวบรวมมาให้เบื้องต้นแล้ว!
คนที่มีโรคประจำตัว ดูดไขมันได้ไหม?
ไม่แนะนำให้รีบตัดสินใจครับ เพราะการดูดสลายไขมันต้องมีการใช้ยาชา ยาสลบ มีการเปิดแผล ต้องทานยา และอาจจะต้องปรับเปลี่ยนการดูแลตัวเองด้วย หากเรามีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน, โรคอ้วน, โรคหัวใจ, ซึมเศร้า, โรคเครียด, กลุ่มที่มีปัญหาโรคหลอดเลือดหรือการไหลเวียนเลือด และกลุ่มผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
ดูดไขมัน ช่วยลดน้ำหนักไหม?
การดูดไขมัน ไม่ใช่การลดน้ำหนัก เป็นการกำจัดไขมันส่วนเกินที่อยู่ใต้ชั้นผิวหนังเท่านั้น น้ำหนักจึงไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญหลังทำ แม้เราจะมีไขมันใต้ผิวหนังเยอะก็ตาม เพราะโดยปกติแล้ว มวลไขมันไม่ได้มีน้ำหนักเยอะ เมื่อเทียบกับกล้ามเนื้อในปริมาณเท่ากัน
ดูดไขมัน พักฟื้นกี่วัน?
จะพักฟื้นอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ครับ โดยระยะเวลาจะนานหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของร่างกาย วิธีการดูแลหลังทำ ตำแหน่งที่เลือก ปริมาณไขมันที่ดูออกมา และความชำนาญของแพทย์ครับ
ดูดไขมัน เจ็บไหม?
การดูดไขมันไม่เจ็บครับ เพราะก่อนจะทำการเปิดแผล แพทย์ต้องให้ยาชาหรือ Tumescent เพื่อระงับความเจ็บปวดก่อนอยู่แล้วครับ และเคสส่วนใหญ่ต้องวางยาสลบไปเลยก็มี ทำให้ผู้เข้ารับบริการไม่รู้สึกเจ็บระหว่างสลายไขมัน
วางแผนจะมีลูก มาดูดไขมันได้ไหม?
หากมีแผนจะตั้งครรภ์ สามารถมาดูดไขมันได้ครับ เพราะไม่ได้มีผลอะไรกับฮอร์โมนหรือสุขภาพสำหรับการตั้งครรภ์ เนื่องจากเป็นการกำจัดไขมันส่วนเกินเท่านั้น แต่หากวางแผนจะมีลูกเร็ว ๆ นี้ไม่เกิน 6 เดือน หมอแนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนก่อนครับ
ชุดกระชับหลังดูดไขมัน ต้องใส่นานแค่ไหน?
หลังดูดไขมัน จะต้องใส่ชุดกระชับสัดส่วนอย่างน้อย 2-3 เดือนครับ แต่เบื้องต้นระยะเวลาให้ยึดตามคำแนะนำของแพทย์ เพราะการใส่ชุดกระชับจะขึ้นอยู่กับวิธีที่ใช้ ตำแหน่งที่เลือก และความหย่อนคล้อยของผิวหลังทำ (เคสที่ใช้ Body-Jet จะใช้เวลาน้อยกว่าเครื่องอื่น)
การดูดไขมัน แก้ปัญหาไขมันสะสมที่หน้าอกของผู้ชายได้ไหม?
แก้ได้ครับ และเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากการสะสมไขมันบริเวณหน้าอกมักเกิดขึ้นได้บ่อย และมักจะมาพร้อมกับปัญหาต่อมน้ำนมโต (Gynecomastia) ซึ่งจะต้องอาศัยการผ่าตัดต่อมน้ำนมทิ้ง สามารถทำร่วมกับการดูดไขมันรอบ ๆ ปานนมออกไปด้วยเลยในกรณีที่มีปัญหาไขมันสะสมด้วยครับ
น้ำหนักเยอะมาก ๆ ดูดไขมันได้ไหม?
สำหรับคนที่น้ำหนักเยอะมาก ๆ สามารถดูดไขมันได้เช่นกันครับ แต่หากน้ำหนักเกินจน BMI สูงกว่า 40 ขึ้นไป จะต้องผ่านการประเมินจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนว่าเหมาะหรือไม่ เพราะยิ่งมีไขมันที่ต้องกำจัดเยอะ ก็จะยิ่งใช้เวลานานในการทำ ซึ่งมักจะมีโอกาสเสียเลือดและน้ำในร่างกายมากกว่า อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ครับ
หลังดูดไขมัน ออกกำลังกายได้ตอนไหน?
หลังดูดไขมัน สามารถออกกำลังกายได้ตั้งแต่หลัง 1 เดือนแรกครับ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับคำแนะนำของแพทย์ว่าร่างกายของเราจะสามารถทำกิจกรรมที่ต้องใช้แรง หรือออกกำลังกายได้ตอนไหน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะทำได้ในช่วงที่ร่างกายกลับมาแข็งแรง แผลหายดีแล้ว ระยะเวลาโดยปกติจะอยู่ที่ 1 เดือนหลังทำครับ
การดูดไขมันช่วยลดเซลลูไลท์ไหม? ผิวเรียบสม่ำเสมอหรือเปล่า?
การดูดไขมันไม่ได้ช่วยลดเซลลูไลท์เสียทีเดียวนะครับ แม้เซลลูไลท์จะเป็นการสะสมของไขมันหนาแน่นจนเป็นรอยบุ๋มของผิว แต่จุดประสงค์ในการดูดไขมันมีเพื่อกำจัดไขมันใต้ชั้นผิวหนังเท่านั้น ไม่ได้ช่วยให้รอยเซลลูไลท์จางลงชัดเจน แต่หากทำร่วมกับการนวดกระชับผิวก็สามารถลดเซลลูไลท์อย่างมีประสิทธิภาพได้ครับ
We always take care of your mobility
24/7 Emergency
tel : 062 789 1999
การตัดสินใจเข้ารับการดูดไขมันเป็นการผ่าตัดที่ต้องคำนึงถึงการดูแลให้ปลอดภัยเป็นอันดับแรก ที่ AM International Hospital เราให้ความสำคัญกับการทำงานที่ได้คุณภาพ โดยเฉพาะในด้านบุคลากรและสภาพแวดล้อมในการผ่าตัด เพื่อให้ผู้เข้ารับบริการทุกท่านได้รับการดูแลอย่างดีในแต่ละขั้นตอน ตั้งแต่การประเมิน การผ่าตัด ไปจนถึงการพักฟื้น
- ทีมศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง (Board Certified) การผ่าตัดนำโดยแพทย์ผู้ผ่านการฝึกอบรมด้านการศัลยกรรมเพื่อความงามและการดูดไขมันที่มีความชำนาญในการวิเคราะห์โครงสร้างไขมันและการออกแบบสัดส่วน
- วิสัญญีแพทย์ดูแลแบบ 1:1 มีวิสัญญีแพทย์ดูแลผู้ป่วยแบบตัวต่อตัว (วิสัญญีฯ 1 คนดูแลผู้รับการผ่าตัด 1 คนเท่านั้น) ตลอดระยะเวลาการดมยา เพื่อควบคุมการให้ยาและติดตามสัญญาณชีพอย่างใกล้ชิด
- ห้องผ่าตัดปลอดเชื้อระบบ Positive Pressure เพราะเราให้ความสำคัญกับสภาพแวดล้อมในการผ่าตัด ต้องมีความสะอาดและปลอดเชื้อเพื่อป้องกันการติดเชื้อทั้งระหว่างและหลังผ่าตัด โดยระบบ Positive Pressure หรือห้องผ่าตัดความดันบวกของเรา จะช่วยดันเชื้อต่าง ๆ ออกจากห้อง ทำให้ภายในห้องผ่าตัดสะอาด
Dr. Wisanu Hengsavasdi
License Number (M.D.) 51179
Dr. Wanchalerm Chungsiriwattana
License Number (M.D.) 44595
Dr. Natthaphas Ngamudomkiat
License Number (M.D.) 51088
Dr. Boonchai Neungreuthaikul
License Number (M.D.) 51137
Dr. Chanon Rohitratana
License Number (M.D.) 66403
สรุปบทความ
การดูดไขมัน คือการศัลยกรรมที่เน้นกำจัดส่วนเกินในรูปของไขมันใต้ชั้นผิวหนัง ไม่ใช่การลดน้ำหนัก และไม่สามารถใช้ลดไขมันในช่องท้องได้ แต่สิ่งที่ชัดเจนที่สุดในผลลัพธ์หลังดูดไขมันคือ สัดส่วนของเราจะลดลงอย่างชัดเจน ทำให้เราเคลื่อนไหวได้คล่องตัวมากขึ้น ช่วยลดไซซ์เสื้อผ้า ช่วยโอกาสพื้นที่เบียดเสียดสีของผิว และเสริมสร้างความมั่นใจให้กับตัวเราหลังทำ แต่อย่างไรก็ตาม การดูดไขมันนั้นมีขั้นตอนที่หลากหลาย มีเครื่องมือหลายประเภท และต้องอาศัยความชำนาญพร้อมประสบการณ์ของแพทย์เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและปลอดภัย










