Medically Reviewed by นพ. วิษณุ เฮ้งสวัสดิ์
ฉีดไขมันหน้าอก หรือ Breast Fat Grafting คือรูปแบบการเสริมหน้าอกที่เน้นปรับให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น โดยใช้ไขมันของตนเองจากบริเวณที่มีไขมันส่วนเกิน เช่น หน้าท้อง หรือต้นขา แล้วนำมาฉีดเติมเพื่อเพิ่มปริมาตรสัดส่วนให้กับหน้าอก เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเติมไขมันหน้าอก เพื่อให้ได้ทรงหน้าอกสวย เรียบเนียน มีความนุ่มนวลด ดูเป็นธรรมชาติ
นอกจากนี้ การเติมไขมันหน้าอก ยังมีส่วนช่วยปกปิดขอบซิลิโคนได้เป็นอย่างดี เนื่องจากไขมันที่เติมสามารถเติมพร้อมซิลิโคนหน้าอกได้ และในอีกแง่มุมหนึ่ง ยังลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนสำหรับผู้ที่แพ้ซิลิโคนอีกด้วย เรามาดูกันว่าการเติมไขมันหน้าอกนั้นมีข้อควรรู้อะไรบ้าง
การฉีดไขมันหน้าอก หรือที่เรียกในทางการแพทย์ว่า Breast Fat Grafting คือ เทคนิคการเสริมหน้าอกโดยใช้ไขมันของผู้เข้ารับบริการเอง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งการเพิ่มขนาดหน้าอกด้วยซิลิโคนเพียงอย่างเดียว
การเสริมหน้าอกด้วยวิธีนี้จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการเพิ่มขนาดหน้าอกเล็กน้อยถึงปานกลาง หรือมีความต้องการปรับขนาดและความสมดุลของหน้าอก เช่น มีปัญหาหน้าไม่เท่ากัน หน้าอกห่าง หน้าอกไม่เต็ม เป็นต้น รวมถึงช่วยให้ผลลัพธ์ไม่ดูชัดเจนจนเกินไปเหมือนกันเสริมซิลิโคนเพียงอย่างเดียว
การเติมไขมันหน้าอก เริ่มด้วยการดูดไขมันจากสัดส่วนบริเวณที่มีไขมันส่วนเกิน ยกตัวอย่างเช่น ต้นขาด้านสน ต้นขาด้านนอก ไขมันหน้าท้อง หรือบริเวณอื่น ๆ ที่มีปริมาณไขมันเพียงพอต่อการนำมาใช่เติมไขมันหน้าอก โดยแพทย์จะนำเซลล์ไขมันที่ดูดออกมาไปผ่านการคัดกรองด้วยวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้ได้เซลล์ไขมันคุณภาพดี มีอัตราการรอดชีวิตสูง และมีความละเอียดที่พอเหมาะ โดยความซับซ้อนของเคสจะขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย ความต้องการ และงบประมาณของผู้เข้ารับบริการเป็นหลัก
การฉีดไขมันหน้าอกโดยแพทย์ที่มีความชำนาญและมีประสบการณ์ในด้านการดูแลความงามหรือการบริการศัลยกรรมเพื่อความงามจะช่วยให้ความปลอดภัยได้ในระดับหนึ่ง และการใช้เซลล์ไขมันตัวเองยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการแพ้วัสดุสังเคราะห์อย่างซิลิโคนได้ด้วย อย่างไรก็ตาม ความปลอดภัยของการเติมไขมันหน้าอกยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่
ปัจจัยเปรียบเทียบ | ฉีดไขมันหน้าอก | เสริมซิลิโคนหน้าอก |
วัสดุที่ใช้ | เซลล์ไขมันจากร่างกายตัวเอง | ซิลิโคนทางการแพทย์ |
รูปทรงและสัมผัส | นิ่มนวล ละมุน เรียบเนียน แลดูเป็นธรรมชาติ | เพิ่มขนาดหน้าอกอย่างชัดเจน รูปทรงกระชับ |
ระยะเวลาของผลลัพธ์ | ไขมันบางส่วนจะถูกดูดซึมกลับเข้าร่างกาย 10-30% อาจต้องเติมซ้ำ | ทรงหน้าอกอยู่คงตัว ประมาณ 10–15 ปี |
ความเสี่ยง/ภาวะแทรกซ้อน | มีโอกาสเกิดการอุดตันในหลอดเลือด หากฉีดโดยแพทย์ที่ไม่มีความชำนาญ | เสี่ยงเกิดพังผืด ซิลิโคนแตก รั่วซึม หรือเคลื่อนตำแหน่งได้ |
เหมาะกับใคร | – ผู้ต้องการผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ – มีอาการแพ้ซิลิโคน – ต้องการเสริมหน้าอกและบำรุงผิวหน้าอกด้วย | ผู้ต้องการเพิ่มขนาดอย่างชัดเจน และอยากเห็นผลรวดเร็ว |
การเลือกวิธีเสริมหน้าอกให้เหมาะสม ไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงแค่ขนาดที่ต้องการเท่านั้น แต่ยังรวมถึงปัจจัยด้านวัสดุที่ใช้ ความรู้สึกสัมผัส ความคงตัวของผลลัพธ์ รวมถึงความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว โดยการฉีดไขมันหน้าอกเหมาะกับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติมากกว่า มีเนื้อสัมผัสนุ่มและแนบเนื้อ ไม่ต้องใช้สิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย ขณะที่การเสริมซิลิโคนเหมาะกับผู้ที่ต้องการขนาดที่ชัดเจนและคงตัวในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ทั้งสองวิธีมีข้อจำกัดในลักษณะที่แตกต่างกัน และควรได้รับการประเมินจากแพทย์ก่อนตัดสินใจ เพื่อวางแผนการรักษาให้สอดคล้องกับสรีระ ความคาดหวัง และสุขภาพของผู้เข้ารับบริการแต่ละราย
สามารถดำเนินการฉีดไขมันหน้าอกได้ในบางกรณี โดยเฉพาะในผู้ที่เคยเสริมซิลิโคนมาก่อนและมีความต้องการปรับรูปทรงให้มีความดูเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น หรือต้องการลดความชัดของขอบซิลิโคนที่อาจสัมผัสได้จากภายนอก ซึ่งในบางราย แพทย์อาจพิจารณาแนะนำให้เติมไขมันในบางตำแหน่งร่วมด้วย เพื่อเสริมความเรียบเนียนของผิวบริเวณเต้านม และเพิ่มความนุ่มนวลต่อการสัมผัส
เทคนิคดังกล่าวเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Hybrid Breast Augmentation หรือการเสริมหน้าอกแบบ Hybrid Dual Plane ของ AM International Hospital ซึ่งเป็นการผสานระหว่างการเสริมซิลิโคนและการฉีดไขมันหน้าอก โดยต้องดำเนินการภายใต้การวางแผนอย่างละเอียดโดยแพทย์ ทั้งในด้านการเลือกตำแหน่งฉีด ปริมาณไขมันที่เหมาะสม และการกำหนดตำแหน่งการวางซิลิโคน เพื่อให้ผลลัพธ์สุดท้ายมีความกลมกลืนกับสรีระ ดูเป็นธรรมชาติ และลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนด้วย
การฉีดไขมันเสริมหน้าอก แม้จะมีข้อดีในด้านการให้ความปลอดภัย ลดความเสี่ยงแพ้ซิลิโคน และเพิ่มความนุ่มเรียบเนียนของเต้านม แต่ก็มีข้อจำกัดบางประการที่ควรพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ การทำความเข้าใจทั้งในด้านข้อดีและข้อเสียจะช่วยให้สามารถวางแผนการรักษาได้เหมาะสมกับความต้องการและสรีระของแต่ละบุคคล
การฉีดไขมันหน้าอกเป็นหัตถการที่มีรายละเอียดในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การดูดไขมันไปจนถึงการฉีดไขมันกลับเข้าสู่เต้านม โดยทุกขั้นต้องดำเนินการอย่างพิถีพิถันภายใต้การดูแลของแพทย์เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามเป้าหมายที่วางแผนไว้ สำหรับผู้ที่สนใจว่าการเติมไขมันหน้าอกมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง สามารถศึกษาจากกระบวนการ 3 ขั้นหลัก ๆ ต่อไปนี้
ขั้นตอนที่ 1 การดูดไขมัน
เริ่มต้นด้วยการดูดไขมันออกจากบริเวณที่มีไขมันสะสมมาก เช่น หน้าท้อง ต้นขา หรือบริเวณเอว ซึ่งไม่เพียงช่วยให้ได้ไขมันคุณภาพดีเพื่อนำไปเติมหน้าอก แต่ยังเป็นการปรับรูปร่างในบริเวณนั้นให้กระชับมากขึ้นในเวลาเดียวกัน โดยแพทย์จะเลือกใช้เทคนิคและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เหมาะกับการเก็บเกี่ยวเซลล์ไขมันอย่างอ่อนโยน เช่น เครื่องดูดไขมันพลังน้ำ Body Jet ใช้พลังน้ำในการแยกไขมันออกจากเนื้อเยื่อ ทำให้เซลล์ไขมันเกิดความเสียหายน้อยกว่า ทำให้ได้ไขมันคุณภาพดีที่พร้อมสำหรับการฉีดกลับเข้าเต้านมในขั้นตอนต่อไป
ขั้นตอนที่ 2 การคัดแยกเซลล์ไขมัน
หลังจากดูดไขมันออกมาแล้ว ไขมันที่ได้จะประกอบไปด้วยเซลล์ไขมัน, ของเหลวที่ร่างกายขับออกมาก, ยาชา, เซลล์ไขมันที่ตายแล้ว และเนื้อเยื่ออื่น ๆ ที่ปะปนออกมาด้วย แพทย์จึงต้องนำไขมันเข้าสู่กระบวนการคัดแยกและกรองเพื่อให้ได้เฉพาะเซลล์ไขมันที่มีคุณภาพดี ซึ่งก็คือเซลล์ไขมันที่ยังมีชีวิตและพร้อมสำหรับการเจริญเติบโตต่อในเนื้อเยื่อเต้านม
ขั้นตอนการคัดแยกเซลล์ไขมันการปั่นแยก (Centrifugation) จะช่วยให้ไขมันมีขนาดเหมาะสมกับตำแหน่งที่จะฉีด และลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อน เช่น การอุดตันหรือไขมันตาย เทคนิคนี้เป็นหัวใจของการฉีดไขมันหน้าอกให้ติดดี อยู่ได้นาน และให้ผลลัพธ์ที่เนียนเรียบ ดูเป็นธรรมชาติ
ขั้นตอนที่ 3 การฉีดไขมันเข้าสู่หน้าอก
เมื่อได้ไขมันที่ผ่านการคัดแยกแล้ว แพทย์จะฉีดไขมันเข้าสู่เต้านมในตำแหน่งที่เหมาะสม โดยอาศัยความรู้ด้านกายวิภาคศาสตร์และเทคนิคอื่น ๆ เช่น การเลือกชั้นผิวที่เหมาะสม การกำหนดตำแหน่งที่ช่วยปรับโครงสร้างหน้าอกได้ชัดเจน โดยหลังฉีดเสร็จจะมีบริการและการให้แนะนำวิธีดูแลตัวเองหลังฉีดไขมันหน้าอก และให้ผู้เข้ารับบริการนอนพักฟื้นในโรงพยาบาลเป็นระยะเวลาหนึ่งก่อนเดินทางกลับไปพักฟื้นที่บ้าน
เพื่อให้การฉีดไขมันหน้าอกเป็นไปอย่างราบรื่นและได้ผลลัพธ์ที่ดี ผู้เข้ารับบริการควรเตรียมตัวล่วงหน้าก่อนฉีดไขมันหน้าอก ตามคำแนะนำดังต่อไปนี้
หลังการฉีดไขมันหน้าอก ผู้รับบริการส่วนใหญ่สามารถกลับบ้านได้ภายในวันเดียว และใช้เวลาพักฟื้นโดยเฉลี่ยประมาณ 3–7 วัน ขึ้นอยู่กับปริมาณไขมันที่ฉีด ตำแหน่งที่ดูดไขมัน และสภาพร่างกายของแต่ละคน โดยช่วง 1–2 วันแรกอาจมีอาการบวมตึงเล็กน้อยบริเวณหน้าอกและบริเวณที่ดูดไขมัน ซึ่งจะค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อเข้าสู่สัปดาห์ที่สอง
อย่างไรก็ตาม ควรงดออกกำลังกาย งดการนวดหรือกดทับหน้าอก รวมถึงงดกิจกรรมที่ใช้แรงมากอย่างน้อย 4 สัปดาห์ เพื่อให้เซลล์ไขมันใหม่ที่ฉีดเข้าไปสามารถปรับตัวและอยู่รอดได้เต็มที่ ทั้งนี้ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดเพื่อผลลัพธ์ที่ดี
หลังจากการฉีดไขมันหน้าอก ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นลำดับในแต่ละช่วงเวลา โดยในทันทีหลังทำ หน้าอกจะดูอวบอิ่มขึ้นกว่าปกติ เนื่องจากไขมันที่ฉีดเข้าไปยังไม่ถูกดูดซึมและอาจมีอาการบวมร่วมด้วย ช่วงสัปดาห์แรกถึงสัปดาห์ที่สองจะเป็นช่วงที่ร่างกายเริ่มปรับตัว ไขมันบางส่วนอาจถูกดูดซึมกลับโดยธรรมชาติประมาณ 30–50% ซึ่งเป็นกลไกปกติ
ในช่วง 1–3 เดือนแรก เซลล์ไขมันที่อยู่รอดจะเริ่มเชื่อมต่อกับระบบเลือดและกลายเป็นเนื้อเยื่อถาวร ส่งผลให้หน้าอกมีขนาดที่สมดุลขึ้น รูปทรงเริ่มดูเป็นธรรมชาติ สัมผัสนุ่มนวล และผิวดูสุขภาพดีมากขึ้น โดยผลลัพธ์จะชัดเจนและมีความสมดุลภายใน 6 เดือนหลังทำ หากได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง ไขมันที่เหลือจะอยู่ได้นานหลายปีโดยไม่จำเป็นต้องเติมซ้ำบ่อยครั้ง
Wisanu Hengsavasdi, M.D.
License Number (M.D.) 51179
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้การ ฉีดไขมันหน้าอก ให้ผลลัพธ์สวยงาม อยู่ได้นาน และไขมันติดดี คือ “คุณภาพของเซลล์ไขมัน” ที่นำมาฉีดกลับเข้าสู่ร่างกาย โดยเฉพาะขั้นตอนการดูดไขมัน ซึ่งไม่ใช่แค่การดึงไขมันออกมาเท่านั้น แต่ต้องเป็นการดูดอย่างนุ่มนวล ลดการทำลายเซลล์ไขมัน เพื่อให้ไขมันที่ได้ยังมีชีวิตอยู่และพร้อมจะพัฒนาเป็นเนื้อเยื่อไขมันแบบเต็มที่ในหน้าอกได้จริง
จากการสอบถามเพิ่มเติม คุณหมอไอซ์-วิษณุ เฮ้งสวัสดิ์ (เลข ว.51179) ได้ให้ข้อมูลเอาไว้ว่า
“เซลล์ไขมันที่ดี ต้องถูกดูดออกมาด้วยความนุ่มนวลที่สุด เพราะถ้าไขมันบาดเจ็บเยอะ ไขมันที่ฉีดกลับไปก็จะไม่ติด หรือกลายเป็นก้อนได้ในภายหลัง”
โดยเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ปัญหานี้คือ เครื่องดูดไขมันพลังน้ำ Body Jet ซึ่งทำงานโดยใช้แรงดันน้ำอ่อน ๆ ในการแยกเซลล์ไขมันออกจากเนื้อเยื่อโดยไม่ทำลายโครงสร้างเซลล์ไขมัน ช่วยลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อข้างเคียง ทำให้ได้ไขมันที่บาดเจ็บน้อยและมีโอกาสรอดชีวิตสูงกว่าการดูดไขมันด้วยระบบอื่น ๆ ที่ก่อให้เกิดความร้อนมาก
ดังนั้น หากต้องการให้การฉีดไขมันหน้าอก ได้ผลลัพธ์คุ้มค่าในระยะยาว ไม่จำเป็นต้องเติมซ้ำบ่อย ๆ หรือเผชิญกับปัญหาผลข้างเคียงอื่น ๆ ควรเลือกสถานพยาบาลที่ใช้เทคโนโลยีดูดไขมันที่อ่อนโยนต่อร่างกาย โดยเฉพาะเครื่อง Body Jet ซึ่งเป็นเครื่องมือมาตรฐานที่โรงพยาบาลหลายแห่งเลือกใช้
การตัดสินใจว่าจะฉีดไขมันเสริมขนาดหน้าอกที่ไหนดี ไม่ใช่เรื่องที่ควรมองแค่ราคาเพียงอย่างเดียว เพราะการเติมไขมันหน้าอกเป็นหัตถการที่ต้องอาศัยทั้งความชำนาญทางการแพทย์ ความเข้าใจในกายวิภาคศาสตร์ และเทคโนโลยีที่ได้มาตรฐาน หากเลือกที่ที่ไม่เหมาะสมหรือไม่พร้อมในการให้บริการ ก็อาจส่งผลให้ไขมันไม่ติด เกิดพังผืด หรือได้ผลลัพธ์ที่ไม่เป็นธรรมชาติ ดังนั้น ก่อนเข้ารับบริการควรพิจารณาปัจจัยเหล่านี้
โดยทั่วไปสามารถเพิ่มขนาดหน้าอกได้ประมาณ 1 คัพขึ้นไปต่อการฉีดไขมันหน้าอก 1 ครั้ง ขึ้นอยู่กับปริมาณไขมันที่สามารถฉีดได้ในแต่ละเคส หากต้องการขนาดใหญ่กว่านั้น อาจต้องฉีดซ้ำในภายหลัง หรืออาจต้องพิจารณาการเสริมหน้าอกซิลิโคนเพิ่มด้วย
สาเหตุเกิดจากการฉีดไขมันที่ไม่กระจายตัวอย่างเหมาะสม หรือใช้ไขมันที่ไม่ได้คุณภาพ เช่น มีเลือดเจือปนหรือยังไม่ได้แยกเซลล์ไขมันที่ตายแล้ว วิธีป้องกันคือเลือกแพทย์ผู้ชำนาญการด้านการดูดไขมัน-เติมไขมัน และใช้เทคโนโลยีแยกไขมันที่ได้คุณภาพ เช่น Centrifuge หรือโปรแกรม LipoCube
แผลจากการดูดไขมันมีขนาดเล็กมาก (ประมาณ 3–5 มม.) มักซ่อนในจุดที่ไม่สังเกตเห็นง่าย ยกตัวอย่างเช่น ขอบชั้นใน หากดูแลแผลดีและไม่ติดเชื้อ ในระยะยาว รอยแผลจะจางลงจนสังเกตได้ยาก (ยังไม่รวมกรณีที่โรงพยาบาลนั้น ๆ มีบริการ After Care ดูแลรอยแผลเป็นโดยเฉพาะด้วย)
ไขมันที่ฉีดแล้วติดจะสามารถอยู่ในหน้าอกได้นานหลายปี โดยทั่วไปผลลัพธ์จะคงที่หลัง 6 เดือน หากดูแลตัวเองอย่างเหมาะสม เช่น งดบุหรี่ ควบคุมน้ำหนัก และหลีกเลี่ยงแรงกระแทก ผลลัพธ์จะอยู่ได้นานโดยไม่ต้องเติมซ้ำบ่อย ๆ
การฉีดไขมันหน้าอก คือ ทางเลือกที่ตอบโจทย์สำหรับผู้ที่ต้องการเสริมขนาดหน้าอกอย่างดูเป็นธรรมชาติ โดยไม่ต้องใช้ซิลิโคน เพิ่มความอิ่มฟู นุ่มนวล ละมุน และปรับรูปทรงได้อย่างกลมกลืนกับสรีระ ทั้งยังมีข้อดีด้านการได้รับความปลอดภัยในการเสริมหน้าอก เพราะใช้ไขมันจากร่างกายตนเอง ลดโอกาสแพ้หรือเกิดภาวะแทรกซ้อน
แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาตอบโจทย์และไขมันติดอยู่ได้นาน จำเป็นต้องเลือกแพทย์ที่มีความชำนาญ เคยฉีดไขมันหน้าอกมาก่อน ใช้เทคนิคดูดไขมันที่อ่อนโยน และดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีหลังทำ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ควรพิจารณาเมื่อต้องตัดสินใจว่าจะฉีดไขมันหน้าอกที่ไหนดี เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เหมาะสม ดูเป็นธรรมชาติ และคุ้มค่าที่สุดในระยะยาว
You details has been successfully submitted. Thanks!