ร่างกายของเรามีกล้ามเนื้อมากมายที่ช่วยให้เราเคลื่อนไหวได้ แต่บางครั้งกล้ามเนื้อเหล่านี้อาจเกิดปัญหา ทำให้เล็กลงและอ่อนแอลง เราเรียกภาวะนี้ว่า “กล้ามเนื้อสลาย” หรือในภาษาอังกฤษเรียกว่า “Rhabdomyolysis” ซึ่งส่งผลให้การใช้ชีวิตประจำวันของเราลำบากขึ้น
ในยุคที่หลายคนนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน หรือไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย โอกาสที่จะเกิดกล้ามเนื้อสลายก็มีมากขึ้น การรู้จักและเข้าใจเรื่องนี้จึงสำคัญมาก บทความนี้จะพาทุกคนไปรู้จักกับภาวะกล้ามเนื้อสลายอย่างละเอียด พร้อมวิธีดูแลตัวเองที่ทำได้จริง
เลือกอ่านตามหัวข้อด้านล่าง
กล้ามเนื้อสลายคืออะไร?
กล้ามเนื้อสลาย หรือ Rhabdomyolysis เป็นภาวะที่กล้ามเนื้อเกิดการสลายตัวอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้โปรตีนและสารต่าง ๆ ภายในเซลล์กล้ามเนื้อ เช่น ไมโอโกลบิน (Myoglobin), โพแทสเซียม, และเอนไซม์กล้ามเนื้อ (CK – Creatine Kinase) ถูกปล่อยเข้าสู่กระแสเลือดในปริมาณมาก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อไตและระบบไหลเวียนโลหิต
ภาวะกล้ามเนื้อสลาย เกิดจากอะไร?
เมื่อร่างกายเข้าสู่ภาวะกล้ามเนื้อสลาย อาจเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย โดยสาเหตุของ Rhabdomyolysis มีหลายปัจจัย โดยสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มหลักดังนี้
1. การบาดเจ็บทางกายภาพ
มักเกิดจากการได้รับอุบัติเหตุรุนแรง เช่น รถชน ตกจากที่สูง บาดเจ็บจากของหนักทับกล้ามเนื้อเป็นเวลานาน ทำให้กล้ามเนื้อสลายตัวไป นอกจากนี้ การออกกำลังกายหนักเกินไป (Exertional Rhabdomyolysis) โดยเฉพาะในผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับการออกกำลังกายที่หนักมาก และภาวะร่างกายขาดน้ำและร้อนเกินไป (Heat Stroke & Dehydration) ทำให้ร่างกายไม่สามารถระบายความร้อนออกได้ ส่งผลให้กล้ามเนื้อถูกทำลายได้เช่นกัน
2. สาเหตุจากยาและสารพิษ
ภาวะกล้ามเนื้อสลายอาจเกิดจากการใช้ยาลดไขมันกลุ่ม Statins หรือยาอื่นที่มีผลข้างเคียงต่อกล้ามเนื้อ, พิษจากแอลกอฮอล์หรือสารเสพติด เช่น โคเคน เฮโรอีน เมทแอมเฟตามีน หรือการได้รับสารพิษ เช่น พิษจากงูกัด หรือสารพิษจากแบคทีเรียบางชนิด เป็นต้น
3. การติดเชื้อในร่างกาย
กล้ามเนื้อสลายบางสถานการณ์อาจเกิดจากการติดเชื้อรุนแรง เช่น ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis), ไวรัสไข้หวัดใหญ่ หรือ COVID-19 นอกจากนี้ก็อาจมีความเสี่ยงมาจากโรคทางพันธุกรรมที่ส่งผลต่อการเผาผลาญกล้ามเนื้อ เช่น McArdle’s Disease หรือโรคทางกล้ามเนื้อและภูมิคุ้มกัน เช่น Polymyositis, Dermatomyositis ก็ได้
4. ภาวะไม่สมดุลของร่างกาย (Metabolic Imbalances)
ภาวะโพแทสเซียมหรือโซเดียมในเลือดผิดปกติ ส่งผลต่อการทำงานของกล้ามเนื้อ หรือมาจากภาวะขาดน้ำรุนแรง (Severe Dehydration) ทำให้กล้ามเนื้อขาดออกซิเจนและสารอาหาร
นอกจากนี้ ภาวะกล้ามเนื้อสลายอาจมีสาเหตุมาจากภาวะช็อกจากการถูกไฟฟ้าช็อต หรือไฟไหม้รุนแรง ไปจนถึงการผ่าตัดใหญ่ที่ใช้เวลานาน ซึ่งทำให้กล้ามเนื้อบางส่วนขาดเลือดด้วยเช่นกัน
4. ภาวะไม่สมดุลของร่างกาย (Metabolic Imbalances)
ภาวะโพแทสเซียมหรือโซเดียมในเลือดผิดปกติ ส่งผลต่อการทำงานของกล้ามเนื้อ หรือมาจากภาวะขาดน้ำรุนแรง (Severe Dehydration) ทำให้กล้ามเนื้อขาดออกซิเจนและสารอาหาร
นอกจากนี้ ภาวะกล้ามเนื้อสลายอาจมีสาเหตุมาจากภาวะช็อกจากการถูกไฟฟ้าช็อต หรือไฟไหม้รุนแรง ไปจนถึงการผ่าตัดใหญ่ที่ใช้เวลานาน ซึ่งทำให้กล้ามเนื้อบางส่วนขาดเลือดด้วยเช่นกัน
อาการของภาวะกล้ามเนื้อสลาย
ภาวะ Rhabdomyolysis มีอาการที่หลากหลายขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการสลายตัวของกล้ามเนื้อและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับอวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะไตและระบบไหลเวียนโลหิต อาการที่พบบ่อยมีดังนี้
ปวดกล้ามเนื้อรุนแรง (Severe Muscle Pain)
หนึ่งในอาการหลักของ Rhabdomyolysis คืออาการปวดกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง โดยเฉพาะในบริเวณที่ได้รับผลกระทบ กล้ามเนื้ออาจมีอาการกดเจ็บหรือปวดแม้ไม่ได้เคลื่อนไหว อาการปวดนี้สามารถเกิดขึ้นได้หลังจากการออกกำลังกายอย่างหนัก การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ หรือภาวะกล้ามเนื้อขาดเลือด
กล้ามเนื้อบวม (Muscle Swelling)
เมื่อกล้ามเนื้อได้รับความเสียหาย อาจเกิดการอักเสบและมีของเหลวคั่งในกล้ามเนื้อ ทำให้เกิดอาการบวมผิดปกติ หากบวมมากอาจกดทับเส้นประสาทและหลอดเลือด ทำให้เกิดภาวะ Compartment Syndrome ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินที่อาจทำให้สูญเสียการทำงานของกล้ามเนื้อและเส้นประสาทถาวรได้
กล้ามเนื้ออ่อนแรง (Muscle Weakness)
ผู้ที่มีภาวะกล้ามเนื้อสลายมักรู้สึกว่ากล้ามเนื้อไม่มีแรง ใช้งานได้น้อยลง หรือเคลื่อนไหวลำบาก โดยเฉพาะในกลุ่มที่เกิดภาวะนี้จากโรคทางระบบประสาทหรือภาวะกล้ามเนื้อขาดเลือด กล้ามเนื้ออ่อนแรงอาจเกิดขึ้นเฉพาะที่หรือทั่วร่างกาย ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของภาวะ
ปัสสาวะสีเข้มผิดปกติ (Dark-Colored Urine)
ปัสสาวะที่มีสีเข้มคล้ายชา โค้ก หรือเลือด เป็นหนึ่งในสัญญาณสำคัญของ Rhabdomyolysis สาเหตุเกิดจากการที่ไมโอโกลบิน (Myoglobin) ซึ่งเป็นโปรตีนในกล้ามเนื้อ ถูกปล่อยเข้าสู่กระแสเลือดและถูกกรองผ่านไต หากมีไมโอโกลบินสะสมในไตมากเกินไป อาจทำให้ไตอุดตันและนำไปสู่ภาวะไตวายเฉียบพลัน
อาการทั่วไปอื่นๆ (Other Symptoms)
นอกจากอาการหลักแล้ว ผู้ป่วย Rhabdomyolysis อาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย หรือมีไข้ ในบางกรณีที่เกิดจากภาวะร่างกายร้อนเกินไปหรือการติดเชื้อรุนแรง อาจมีอาการสับสน หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือภาวะช็อกจากการเสียสมดุลของอิเล็กโทรไลต์ในร่างกาย อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนที่ควรได้รับการรักษาโดยด่วน
ภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ
หากไม่ได้รับการรักษา Rhabdomyolysis อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น ไตวายเฉียบพลัน (Acute Kidney Injury – AKI) เนื่องจากไมโอโกลบินไปอุดตันในไต ทำให้ไตไม่สามารถกรองของเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังอาจเกิด ภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง (Hyperkalemia) ซึ่งส่งผลต่อการทำงานของหัวใจ ทำให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้ ในบางกรณีที่รุนแรง อาจเกิด ภาวะช็อก (Shock) หรือความดันโลหิตต่ำ ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
หากมีอาการ ปวดกล้ามเนื้อรุนแรง กล้ามเนื้อบวม และปัสสาวะสีเข้มผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์ทันที เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิต
ผลกระทบของภาวะกล้ามเนื้อสลาย (Rhabdomyolysis)
ภาวะ Rhabdomyolysis หรือกล้ามเนื้อสลายสามารถส่งผลกระทบต่อร่างกายในหลายระบบ โดยเฉพาะส่วนของไต หัวใจ และระบบไหลเวียนโลหิต หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ โดยหลัก ๆ แล้วจะเกิดผลกระทบดังนี้
ไตวายเฉียบพลัน (Acute Kidney Injury - AKI)
หนึ่งในผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดของภาวะกล้ามเนื้อสลาย คือ การทำให้เกิดไตวายเฉียบพลัน สาเหตุเกิดจากไมโอโกลบิน (Myoglobin) ซึ่งเป็นโปรตีนที่ถูกปล่อยออกจากกล้ามเนื้อที่ถูกทำลาย ไมโอโกลบินสามารถเข้าไปอุดตันหน่วยไต และก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อเซลล์ไต ส่งผลให้ไตไม่สามารถกรองของเสียและขับปัสสาวะได้ตามปกติ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจต้องทำการฟอกไตเพื่อช่วยขับของเสียออกจากร่างกาย
ภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง (Hyperkalemia)
เมื่อกล้ามเนื้อสลาย จะมีการปล่อยโพแทสเซียมจำนวนมากเข้าสู่กระแสเลือด หากมีโพแทสเซียมมากเกินไป อาจทำให้เกิดอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmia) ซึ่งอาจรุนแรงถึงขั้นทำให้หัวใจหยุดทำงานได้ นอกจากนี้ยังอาจส่งผลต่อระบบประสาทและทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงมากขึ้น
ภาวะกรดจากการเผาผลาญผิดปกติ (Metabolic Acidosis)
การสลายของกล้ามเนื้อทำให้เกิดการสะสมของสารของเสียในร่างกาย ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะกรดในเลือดสูง (Metabolic Acidosis) ซึ่งเป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับ pH ต่ำกว่าปกติ ส่งผลให้เกิดอาการอ่อนเพลีย หายใจลำบาก และอาจมีอาการสับสน หากรุนแรงอาจทำให้เกิดภาวะช็อกได้
ภาวะช็อกและความดันโลหิตต่ำ (Shock & Hypotension)
หากภาวะกล้ามเนื้อสลายเกิดขึ้นจากการได้รับบาดเจ็บรุนแรง การเสียเลือด หรือฮีทสโตรก (Heat Stroke) อาจทำให้ปริมาณเลือดลดลงจนเกิดภาวะช็อก ซึ่งจะทำให้ความดันโลหิตลดต่ำลง การไหลเวียนโลหิตผิดปกติ และอาจนำไปสู่ความเสียหายต่ออวัยวะสำคัญต่าง ๆ เช่น สมอง หัวใจ และไต
ภาวะกล้ามเนื้ออักเสบและกล้ามเนื้อเสียหายถาวร
ในบางกรณีที่รุนแรง กล้ามเนื้อที่ถูกทำลายอาจไม่สามารถฟื้นตัวได้เต็มที่ ส่งผลให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อลีบ (Muscle Atrophy) หรือการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อถาวร นอกจากนี้ หากเกิด Compartment Syndrome ซึ่งเป็นภาวะที่กล้ามเนื้อบวมมากจนไปกดทับเส้นเลือดและเส้นประสาท อาจทำให้เกิดเนื้อเยื่อตายและสูญเสียความสามารถในการใช้งานของกล้ามเนื้อในบริเวณนั้นได้ด้วย
วิธีรักษากล้ามเนื้อสลาย ทำอย่างไรได้บ้าง?
ภาวะกล้ามเนื้อสลายเป็นภาวะที่อาจเกิดจากหลายปัจจัย การป้องกันและรักษาที่เหมาะสมสามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ไตวายเฉียบพลัน และภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้ มาดูกันเลยว่าเราสามารถรักษาภาวะกล้ามเนื้อสลายอย่างไรได้บ้าง
การให้สารน้ำทางหลอดเลือด (Intravenous Fluid Therapy)
การรักษาหลัก ๆ สำหรับผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อสลาย คือ การให้สารน้ำทางหลอดเลือด (IV Fluids) เพื่อช่วยล้างสารพิษ เช่น ไมโอโกลบินออกจากไต และป้องกันภาวะไตวาย สารน้ำที่ใช้มักเป็นน้ำเกลือหรือสารน้ำที่มีไบคาร์บอเนตเพื่อลดความเป็นกรดในร่างกาย
การเฝ้าระวังและควบคุมระดับอิเล็กโทรไลต์
เนื่องจากภาวะกล้ามเนื้อสลายสามารถทำให้ระดับอิเล็กโทรไลต์ในร่างกายเสียสมดุล เช่น โพแทสเซียมสูง (Hyperkalemia) และแคลเซียมต่ำ (Hypocalcemia) ซึ่งอาจส่งผลต่อหัวใจและระบบประสาท แพทย์จะเฝ้าระวังและให้การรักษาด้วย ยาลดระดับโพแทสเซียม หรือการให้แคลเซียมทางหลอดเลือดดำตามความจำเป็น
การฟอกไต (กรณีไตวาย)
หากภาวะกล้ามเนื้อสลายส่งผลให้เกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน (Acute Kidney Injury – AKI) และไตไม่สามารถขับของเสียออกจากร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ แพทย์อาจต้องทำการฟอกไตเพื่อช่วยขับของเสียออกจากเลือด
การรักษาภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ
หากเกิดภาวะ Compartment Syndrome อาจต้องทำการผ่าตัดเพื่อคลายความดันในกล้ามเนื้อ แต่หากเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะจากระดับโพแทสเซียมที่ผิดปกติ อาจต้องได้รับการรักษาด้วยยา หรือในบางกรณีอาจต้องใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจร่วมด้ว
วิธีการป้องกันภาวะกล้ามเนื้อสลาย
ภาวะกล้ามเนื้อสลายเป็นภาวะที่มีความอันตรายอย่างมากสำหรับคนที่ต้องมีการใช้กล้ามเนื้ออยู่บ่อยครั้ง ดังนั้น เราจึงต้องทำความเข้าใจกับวิธีป้องกันไม่ให้กล้ามเนื้อสลาย เพื่อจะได้ดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง มาดูกันว่ามีวิธีไหนบ้าง
หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักเกินไป
การออกกำลังกายที่หนักเกินไป โดยเฉพาะในผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับการออกกำลังกาย อาจทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อสลายได้ ควรเพิ่มระดับความหนักของการออกกำลังกายอย่างค่อยเป็นค่อยไป และหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายในสภาพอากาศที่ร้อนจัด
ดื่มน้ำให้เพียงพอ
การดื่มน้ำอย่างเพียงพอช่วยลดความเสี่ยงของภาวะกล้ามเนื้อสลาย โดยช่วยให้ไตสามารถขับไมโอโกลบินออกจากร่างกายได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มที่ออกกำลังกายหนัก หรือทำงานในสภาพแวดล้อมที่ร้อนจัด
หลีกเลี่ยงการใช้สารเสพติดและยาที่อาจกระตุ้นภาวะนี้
สารบางชนิดสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะกล้ามเนื้อสลาย เช่น ยาลดไขมันบางชนิด (Statins) ในปริมาณสูง, แอลกอฮอล์และยาเสพติด เช่น โคเคน หรือแอมเฟตามีน หรือยาขับปัสสาวะและยาที่ทำให้ร่างกายขาดน้ำ เป็นต้น
หลีกเลี่ยงการอยู่ในสภาพอากาศร้อนจัดนานเกินไป
ภาวะ Heat Stroke (ลมแดด) เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิด Rhabdomyolysis ได้ ควรหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมหนักกลางแดดเป็นเวลานาน และหากต้องทำงานกลางแจ้ง ควรมีช่วงพักและดื่มน้ำเป็นระยะ
ป้องกันการบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อ
หากมีการบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อ เช่น อุบัติเหตุ หรือแรงกระแทกอย่างรุนแรง ควรได้รับการดูแลทางการแพทย์ที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการสลายของกล้ามเนื้อที่มากเกินไป
สรุปบทความ
ภาวะกล้ามเนื้อสลายเป็นปัญหาสุขภาพที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก และมักเกิดขึ้นได้หากเรามีพฤติกรรมการใช้ชีวิตไม่เหมาะสม โดยเฉพาะกับกลุ่มที่ต้องออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมหนัก ๆ เป็นประจำ ซึ่งอาจก่อให้เกิดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ นำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อสลายในอนาคต ดังนั้น หากต้องการลดน้ำหนักหรือลดสัดส่วนอย่างรวดเร็วมากจริง ๆ ไม่แนะนำให้โหมออกกำลังกายหนักจนเกินไป เพราะอาจเสี่ยงต่อภาวะดังกล่าวได้
Post Info
Social Media







