เสริมหน้าอก มีเทคนิคอะไรบ้าง เลือกซิลิโคนแบบไหนดี
ปัญหาหน้าอกเล็ก อกห่าง อกหย่อนคล้อย เป็นเรื่องที่บั่นทอนความมั่นใจให้กับสาว ๆ หลายคน การเสริมหน้าอกจึงกลายเป็นทางออกที่ช่วยปรับสรีระให้ดูสมส่วนและได้ทรงสวยตามต้องการ แต่ก่อนตัดสินใจ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับเทคนิค รูปทรง และประเภทของซิลิโคนถือเป็นสิ่งสำคัญ บทความนี้เราได้รวบรวมข้อมูลที่ควรรู้เกี่ยวกับการเสริมหน้าอก เพื่อให้ผู้ที่สนใจเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสม
HIGHLIGHTS:
- การเสริมหน้าอกมีหลายรูปแบบ ทั้งซิลิโคน เติมไขมัน และ Hybrid
- เทคนิคการวางซิลิโคนและตำแหน่งแผลมีผลต่อการวางแผนผ่าตัด
- การเลือกซิลิโคนควรพิจารณาทั้งขนาด รูปทรง ผิวสัมผัส และยี่ห้อ
- การพักฟื้นและระยะเวลาที่หน้าอกจะเข้าที่แตกต่างกันในแต่ละบุคคล
- การเลือกแพทย์และสถานพยาบาลเป็นอีกปัจจัยสำคัญก่อนตัดสินใจเสริมหน้าอก
เสริมหน้าอก คืออะไร?
เสริมหน้าอก (Breast Augmentation) คือการผ่าตัดเพื่อเพิ่มขนาดหรือปรับรูปทรงหน้าอกให้เหมาะกับสัดส่วนของแต่ละบุคคล โดยสามารถเลือกวิธีเสริมด้วยซิลิโคน เติมไขมันตัวเอง หรือใช้เทคนิคแบบ Hybrid ตามความเหมาะสมของร่างกายและเป้าหมายของผู้รับบริการ ทั้งนี้ ควรประเมินโครงสร้างหน้าอก เนื้อหน้าอก และคุณภาพผิวร่วมด้วย เพื่อวางแผนการรักษาให้ได้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติและเข้ากับสรีระของแต่ละคน
เสริมหน้าอก ช่วยแก้ปัญหาอะไรบ้าง?
เสริมหน้าอกไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพิ่มขนาดหน้าอกเท่านั้น แต่ยังช่วยปรับสัดส่วนและรูปทรงให้สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละบุคคล เช่น
- หน้าอกเล็ก หรือมีเนื้อหน้าอกน้อย ช่วยเพิ่มวอลลุ่มและขนาดของหน้าอกให้ดูสมส่วนกับรูปร่างมากขึ้น
- หน้าอกไม่สมมาตร ช่วยปรับความแตกต่างของขนาดหรือรูปทรงระหว่างหน้าอกทั้งสองข้างให้ดูสมดุลขึ้น
- หน้าอกแบน การเลือกขนาด รูปทรง และตำแหน่งวางซิลิโคนที่เหมาะสม อาจช่วยเพิ่มความเต็มของหน้าอกในบริเวณที่ต้องการได้
- แก้ไขโครงสร้างอกผิดรูป ช่วยปรับแต่งทรงอกสำหรับผู้ที่มีปัญหากระดูกอกนูน อกบุ๋ม หรือมีความผิดปกติของกล้ามเนื้อบริเวณอกตั้งแต่เกิด
- หน้าอกหย่อนคล้อยตามวัยหรือน้ำหนักลด ช่วยให้ทรงอกกลับมายกกระชับ ได้รูปทรงที่สวยงามและดูเต่งตึงขึ้น
- สูญเสียทรงอกหลังคลอดหรือให้นมบุตร ช่วยคืนความอิ่มฟูให้เต้านมที่เคยสูญเสียความหย่อนคล้อยหรือเนื้ออกยุบตัวลงภายหลังการตั้งครรภ์และการให้นมบุตร
เสริมหน้าอก มีทั้งหมดกี่แบบ?
เสริมหน้าอกมีหลายรูปแบบให้เลือกตามความต้องการของแต่ละคน โดยหลัก ๆ จะแบ่งออกเป็น 3 เทคนิค ได้แก่ การเสริมด้วยซิลิโคน, การใช้ไขมันตัวเอง และการทำแบบ Hybrid ซึ่งรวมทั้งซิลิโคนและไขมันเข้าด้วยกัน โดยมีรายละเอียดดังนี้
1. เสริมหน้าอกด้วยซิลิโคน (Breast Implant)
เสริมหน้าอกด้วยซิลิโคน (Breast Implant) เป็นการผ่าตัดใส่ถุงซิลิโคนเข้าไปภายในทรวงอก เพื่อเพิ่มขนาดและปรับรูปทรงของหน้าอก โดยสามารถเลือกซิลิโคนที่มีรูปทรง ขนาด และลักษณะเจลแตกต่างกันได้ตามโครงสร้างร่างกายและผลลัพธ์ที่ต้องการ
2. เสริมหน้าอกด้วยไขมันตัวเอง
ฉีดไขมันหน้าอก (Breast Fat Grafting) หรือการเสริมหน้าอกด้วยไขมัน เป็นการนำไขมันจากส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย เช่น หน้าท้อง, ต้นขา หรือสะโพก มาผ่านกระบวนการเตรียมและคัดแยกไขมัน ก่อนนำกลับมาฉีดเติมบริเวณหน้าอก เพื่อเพิ่มวอลลุ่มและปรับรูปทรงให้ดูสมส่วนมากขึ้น ซึ่งเทคนิคนี้จะเหมาะสำหรับคนที่ไม่ต้องการให้สิ่งแปลกปลอมเข้าร่างกาย ไม่มีเนินหน้าอก หรือมีปัญหาหน้าอกไม่เท่ากัน
3. เสริมหน้าอกแบบ Hybrid (ซิลิโคนและเติมไขมัน)
นพ.วันเฉลิม จงสิริวัฒนา
ศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทางด้านรูปร่าง
เลข ว.44595
เทคนิค Hybrid เป็นการใส่ซิลิโคนและฉีดไขมันหน้าอก ซึ่งจะช่วยให้หน้าอกมีขนาดใหญ่ขึ้นตามความต้องการ แต่ยังดูเป็นธรรมชาติ เพราะการใช้ซิลิโคนจะช่วยเพิ่มขนาดและโครงสร้างให้ชัดเจน ส่วนการเติมไขมันจะช่วยปรับรูปทรงหน้าอกให้ดูละมุนขึ้น ลดการเห็นขอบหรือรอยของซิลิโคน ทำให้หน้าอกชิดและเข้ารูปสวยมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การเติมไขมันยังช่วยให้หน้าอกมีสัมผัสที่คล้ายกับหน้าอกจริงมากขึ้นด้วย
เทคนิคการวางซิลิโคนเสริมหน้าอก
เทคนิคการวางซิลิโคนมีผลต่อทั้งรูปทรงและความเป็นธรรมชาติของหน้าอก โดยแพทย์จะพิจารณาจากโครงสร้างหน้าอก ปริมาณเนื้อหน้าอก และสภาพผิวของแต่ละบุคคล เพื่อเลือกตำแหน่งที่เหมาะสมและลดโอกาสเกิดปัญหาหลังผ่าตัด ซึ่งมีเทคนิคหลัก ๆ 3 วิธี ได้แก่
- เหนือกล้ามเนื้อ (Subglandular) เหมาะกับผู้ที่มีเนื้อหน้าอกเพียงพอสำหรับการรองรับซิลิโคน วิธีนี้มักมีความเจ็บหลังผ่าตัดน้อยกว่า และฟื้นตัวได้เร็วกว่า แต่ในผู้ที่มีเนื้อหน้าอกน้อยอาจเห็นหรือคลำขอบซิลิโคนได้ชัดขึ้น
- ใต้กล้ามเนื้อ (Submuscular) เหมาะกับผู้ที่มีเนื้อหน้าอกน้อย โดยให้กล้ามเนื้อช่วยรองรับซิลิโคน ทำให้ขอบซิลิโคนเห็นได้ยากและหน้าอกดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ช่วงพักฟื้นอาจมีอาการเจ็บหรือตึงมากกว่า และอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงของรูปทรงเมื่อเกร็งกล้ามเนื้อหน้าอกได้
- กึ่งใต้กล้ามเนื้อ (Dual Plane) เป็นเทคนิคที่วางซิลิโคนโดยให้ส่วนบนอยู่ใต้กล้ามเนื้อ ขณะที่ส่วนล่างอยู่ในชั้นใต้ต่อมน้ำนม เหมาะกับบางกรณีที่ต้องการให้ช่วงบนดูเรียบเนียนและยังคงรูปทรงช่วงล่างของหน้าอก เทคนิคนี้ช่วยให้สามารถปรับตำแหน่งซิลิโคนให้เหมาะกับโครงสร้างหน้าอกของแต่ละบุคคลได้มากขึ้น
ตำแหน่งแผลหลังเสริมหน้าอก มีกี่แบบ?
ตำแหน่งแผลเสริมหน้าอกจะขึ้นอยู่กับเทคนิคที่เลือกใช้ โดยการใส่ซิลิโคนสามารถเปิดแผลได้หลายตำแหน่ง ซึ่งแต่ละตำแหน่งมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน ดังนี้
- แผลใต้ราวนม เป็นตำแหน่งที่ศัลยแพทย์สามารถเข้าถึงบริเวณที่จะใส่ซิลิโคนได้โดยตรง ช่วยให้วางซิลิโคนและปรับตำแหน่งได้อย่างแม่นยำ โดยแผลมักอยู่บริเวณรอยพับใต้เต้านมและสามารถซ่อนตามแนวรอยพับได้
- แผลรอบปานนม เปิดแผลบริเวณขอบปานนม โดยอาศัยความแตกต่างของสีผิวเพื่อช่วยให้รอยแผลดูกลมกลืนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ตำแหน่งนี้อาจไม่เหมาะกับทุกคน โดยต้องพิจารณาขนาดของปานนมและลักษณะหน้าอกเดิมร่วมด้วย
- แผลใต้รักแร้ เปิดแผลบริเวณรอยพับใต้รักแร้ จึงไม่มีรอยแผลโดยตรงบนเต้านม เหมาะกับผู้ที่ต้องการหลีกเลี่ยงแผลบริเวณหน้าอก แต่การเข้าถึงตำแหน่งผ่าตัดจะมีข้อจำกัดบางประการ จึงต้องประเมินความเหมาะสมเป็นรายบุคคล
วิธีการเลือกซิลิโคนเสริมหน้าอก ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี
ซิลิโคนเสริมหน้าอกมีให้เลือกหลายรูปแบบ ทั้งรูปทรง ผิวสัมผัส ขนาด และยี่ห้อ ซึ่งแต่ละแบบให้ลักษณะหน้าอกที่แตกต่างกัน การเลือกจึงควรดูทั้งโครงสร้างหน้าอกเดิมและทรงที่ต้องการ เพื่อให้ได้ซิลิโคนที่เหมาะกับสรีระและผลลัพธ์ที่วางแผนไว้
รูปทรงซิลิโคนเสริมหน้าอก
รูปทรงของซิลิโคนที่ใช้ในการเสริมหน้าอกแบ่งออกเป็น 2 แบบหลัก ๆ คือ ทรงกลมและทรงหยดน้ำ ซึ่งมีข้อแตกต่างกัน ทั้งนี้การเลือกทรงซิลิโคนขึ้นอยู่กับลักษณะของร่างกายและผลลัพธ์ที่ต้องการ จึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อให้เลือกทรงซิลิโคนได้เหมาะสมกับสัดส่วน
- ซิลิโคนทรงกลม (Round Shape) เป็นซิลิโคนฐานกว้าง ทำให้หน้าอกดูอวบอิ่มทั้งเนินอกและตัวเต้านม และเลือกได้ว่าจะให้ทรวงอกพุ่งมากหรือน้อย เมื่ออยู่ในท่ายืน ลักษณะอกจะคล้ายทรงหยดน้ำดูเป็นธรรมชาติเนื่องจากแรงโน้มถ่วง และจะโค้งมนมากขึ้นเมื่อนอนราบ
- ซิลิโคนทรงหยดน้ำ (Anatomical Shape) มีลักษณะฐานหน้าอกส่วนล่างจะเต็มกว่าส่วนบน ทำให้รูปทรงของซิลิโคนค่อย ๆ ไล่ระดับจากบนลงล่าง คล้ายลักษณะของหน้าอกตามธรรมชาติ การเสริมหน้าอกทรงหยดน้ำจึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการหน้าอกที่ดูเป็นธรรมชาติ
ผิวสัมผัสของซิลิโคน
นอกจากรูปทรงแล้ว ผิวสัมผัสของซิลิโคนก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ต้องคำนึงถึงเมื่อพิจารณาเสริมหน้าอก เนื่องจากผิวสัมผัสที่แตกต่างกันจะส่งผลต่อความรู้สึกหลังการเสริม ความยืดหยุ่น และการยึดเกาะกับเนื้อเยื่อในร่างกาย ซึ่งผิวสัมผัสของซิลิโคนสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ๆ ดังนี้
- ผิวเรียบ (Smooth) ซิลิโคนเสริมหน้าอกประเภทนี้มีผิวสัมผัสที่เรียบ ลื่น และใสจนสามารถมองเห็นเจลภายในได้ชัดเจน ข้อดีคือใส่เข้าเต้านมได้ง่าย แต่ผู้ที่ใช้ซิลิโคนผิวเรียบจะต้องคอยนวดหน้าอกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดพังผืดและความรู้สึกเจ็บตึง
- ผิวทราย (Textured) ซิลิโคนชนิดนี้จะมีผิวสัมผัสที่หยาบเล็กน้อย และมีสีขุ่น ผิวทรายช่วยลดโอกาสในการเกิดพังผืดและลดการเคลื่อนตัวของซิลิโคน เนื่องจากผิวสัมผัสสามารถยึดเกาะกับเนื้อเยื่อได้ดี
- ผิวกำมะหยี่ (Nano texture) หรือเรียกอีกอย่างว่าผิวนาโน ไม่เรียบเท่าผิวเรียบ แต่ก็ไม่หยาบเหมือนผิวทราย ซิลิโคนผิวกำมะหยี่สามารถใส่เข้าเต้านมได้ง่าย มีคุณสมบัติในการยึดเกาะกับเนื้อเยื่อดีเยี่ยม ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดพังผืด และมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ซึ่งซิลิโคนยี่ห้อ Motiva มักเป็นผิวประเภทนี้
ยี่ห้อซิลิโคนเสริมหน้าอก
ปัจจุบันซิลิโคนเสริมหน้าอกมีให้เลือกหลายแบรนด์ โดยแต่ละยี่ห้อก็จะมีรุ่น ขนาด และเทคโนโลยีของวัสดุแตกต่างกัน ซึ่งที่ AM International Hospital มีซิลิโคนเสริมหน้าอกของ Motiva และ Mentor ให้เลือก โดยแพทย์จะพิจารณาร่วมกับโครงสร้างหน้าอก ปริมาณเนื้อหน้าอก และทรงที่ต้องการ เพื่อเลือกรุ่นที่เหมาะกับแต่ละบุคคล เช่น
- รุ่น Mentor Smooth Round ซิลิโคนทรงกลม ช่วยเติมเต็มหน้าอกให้รูปทรงสวยและเห็นเนินอกชัดขึ้น ให้สัมผัสที่เป็นธรรมชาติ มีหลายไซซ์ให้เลือก
- รุ่น Mentor Memory Gel Xtra ซิลิโคนทรงหยดน้ำ เหมาะกับผู้ที่มีเนื้อหน้าอกน้อย จะช่วยให้มีเนินอกและอวบอิ่มมากขึ้น ผิวไม่เป็นคลื่น ให้สัมผัสที่เป็นธรรมชาติ และนิ่มกว่าทรงกลม
- รุ่น Motiva Silk Surface Plus ซิลิโคนทรงกลม เน้นอกพุ่ง เห็นเนินชัด อกนิ่มกว่า Mentor มาพร้อม Progressive Gel Plus เป็นเจลที่เหนียวแน่น ลดปัญหาการแตกรั่วของซิลิโคน เหมาะกับคนที่เนื้อหน้าอกหายหลังคลอดลูกหรือต้องการอกแน่นทรงชัดแบบสายฝอ
- รุ่น Motiva Ergonomix รุ่นนี้จะให้ความรู้สึกที่ดูเป็นธรรมชาติ สัมผัสเหมือนของจริง และเคลื่อนไหวไปตามสรีระร่างกาย ไม่เป็นก้อนแข็ง และยังมีชิปเก็บข้อมูลการรักษา (ผ่านการตรวจสอบว่าใส่ในร่างกายคนได้ ไม่อันตราย)
เสริมหน้าอก ราคาเท่าไหร่?
เสริมหน้าอกราคา 60,000 บาท ขึ้นไป โดยจะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของทางสถานที่ให้บริการนั้น ๆ เช่น การจัดโปรโมชั่นต่าง ๆ นอกจากนี้การเสริมหน้าอกราคาอาจจะมีการปรับเปลี่ยนตามความซับซ้อนของแต่ละเคส ไปจนถึงวิธีที่ใช้ในการศัลยกรรมหน้าอกด้วย
ก่อนเสริมหน้าอกเตรียมตัวอย่างไร?
ก่อนเข้ารับการผ่าตัดหรือใดก็ตาม ย่อมต้องเตรียมตัวก่อนให้พร้อมเสมอ สำหรับการเสริมหน้าอกก็เช่นกัน สิ่งที่ควรเตรียมพร้อมล่วงหน้าเพื่อให้การรักษาผ่านไปอย่างราบรื่น มีดังนี้
- นอนหลับให้เพียงพอ อย่างน้อย 8 ชั่วโมง
- งดทานอาหารและน้ำก่อนผ่าตัด 8 ชั่วโมง (เพื่อป้องกันการสำลักขณะดมยาสลบ)
- งดดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ 2 สัปดาห์
- ตัดเล็บให้สั้นและล้างสีเล็บออก (เพื่อให้สังเกตได้ว่าร่างกายขาดออกซิเจนหรือไม่)
- ถอดฟันปลอม ถ้ามีฟันโยกต้องแจ้งแพทย์ก่อน
- ต้องมีเพื่อนหรือญาติ 1 คน เพื่อพากลับบ้าน
ขั้นตอนการเสริมหน้าอก มีอะไรบ้าง?
เมื่อพูดถึงการศัลยกรรมเสริมหน้าอก หลายคนอาจจะรู้สึกว่าฟังดูซับซ้อนและน่ากังวล แต่ความจริงแล้วขั้นตอนการรักษาไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิด โดยกระบวนการเสริมหน้าอกมีด้วยกัน 6 ขั้นตอน ดังนี้
- ปรึกษาแพทย์ เพื่อประเมินรูปร่างและความต้องการของคนไข้
- ดมยาสลบ ทำโดยวิสัญญีแพทย์
- เข้าผ่าตัดเสริมหน้าอก โดยแพทย์ศัลยกรรมตกแต่ง (Plastic Surgery) เฉพาะทาง
- พักฟื้น ในห้องพักฟื้นระดับ VVIP และมีพยาบาลดูแลตลอดการพักฟื้น
- ทำ After Care เช่น รับเซ็ตยา, ตัดไหม, ฉายแสงลดบวม, เลเซอร์, ฉีดป้องกันแผล Keloid เป็นต้น
- นัดตรวจซ้ำ ติดตามผลการรักษา
หลังเสริมหน้าอกดูแลตัวเองอย่างไร?
แม้เสริมหน้าอกเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่กระบวนการยังไม่ถือว่าเสร็จสิ้น เพราะยังต้องดูแลตัวเองต่อเพื่อให้ผลลัพธ์ที่ออกมาดูสวยและตรงตามที่ต้องการ ซึ่งการดูแลตัวเองหลังเสริมหน้าอกมีข้อควรปฏิบัติ ดังนี้
- ทานยาตามที่แพทย์สั่ง
- งดยกของหรือออกกำลังกายหนัก 3 – 4 สัปดาห์
- บางกรณีควรนวดหน้าอกเพื่อลดพังผืด
- งดสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ 2 สัปดาห์
- หลีกเลี่ยงอาหารหมักดอง กึ่งสุกกึ่งดิบ หรืออาหารที่ไม่สะอาด
- แนะนำให้นอนหงายและใช้หมอนสูง (ถ้านอนคว่ำซิลิโคนอาจผิดรูป)
- เข้ารับบริการ After Care
- งดใส่เสื้อชั้นในที่มีโครง แต่ใส่ซัปพอร์ตบรา (Support Bra) แทนในช่วง 4 สัปดาห์แรก
เสริมหน้าอก พักฟื้นกี่วัน?
หลังเสริมหน้าอกในช่วงแรกอาจมีอาการบวม ตึง หรือรู้สึกว่าหน้าอกยังไม่เข้าที่ได้ และสำหรับคำถามที่ว่าหลังเสริมหน้าอกกี่วันหายบวม นี้ก็ไม่สามารถระบุเป็นจำนวนวันตายตัวได้เช่นเดียวกัน เพราะแต่ละคนฟื้นตัวแตกต่างกัน แต่อาการบวมโดยทั่วไปจะค่อย ๆ ลดลงในช่วงหลายสัปดาห์แรก
ส่วนหน้าอกจะค่อย ๆ นิ่มและปรับเข้ากับสรีระมากขึ้นตามระยะเวลาการฟื้นตัว โดยทั่วไปอาจใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือน จึงจะเห็นทรงที่ค่อนข้างเข้าที่ ทั้งนี้ในช่วงแรกหน้าอกสองข้างอาจบวมหรือเข้าที่ไม่พร้อมกันได้ ซึ่งสามารถพบได้ระหว่างการพักฟื้น หากมีอาการผิดปกติหรือกังวลเกี่ยวกับผลลัพธ์ ควรเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจประเมิน
อาการข้างเคียงหลังเสริมหน้าอก
หลังเสริมหน้าอกมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงขึ้นได้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของการผ่าตัด การศึกษาและทำความเข้าใจถึงอาการข้างเคียงเหล่านี้จะช่วยให้สามารถรับมือและดูแลตัวเองได้อย่างถูกต้อง ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์ทันทีเมื่อรู้สึกว่าอาการข้างเคียงเหล่านี้รุนแรงเกินไป เช่น
- รู้สึกปวดเล็กน้อย ในช่วง 1 สัปดาห์แรก
- อาการตึง เนื่องจากผิวหนังขยายออก
- รู้สึกชา เนื่องจากเส้นประสาทในเนื้อเยื่อเต้านมได้รับผลกระทบชั่วคราว
- หน้าอกบวมข้างใดข้างหนึ่ง เนื่องจากร่างกายตอบสนองต่อการผ่าตัดต่างกัน แต่จะฟื้นตัวและหน้าอกจะกลับมาเท่ากัน
- รอยช้ำ บริเวณเต้านมและรอบหน้าอก หรือแถวซี่โครง
- มีเลือดหรือของเหลวไหลซึมออกจากแผล
- ท้องผูก เพราะยาแก้ปวดกระทบการทำงานของระบบย่อยอาหารให้ช้าลง
เสริมหน้าอกที่ไหนดี? ต้องพิจารณาอะไรบ้าง?
ไม่ว่าจะเลือกเสริมหน้าอกที่ไหนดี สิ่งสำคัญคือไม่ควรตัดสินใจจากราคา หรือภาพ Before-After เพียงอย่างเดียว แต่ควรมองทั้งเรื่องแพทย์ การรักษาที่ทำให้เกิดความปลอดภัย และการดูแลหลังทำ โดยพิจารณาจากปัจจัยดังต่อไปนี้
- สถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน ควรเลือกสถานพยาบาลที่มีระบบการรักษาความปลอดภัย มีอุปกรณ์เครื่องมือพร้อมรับกับทุกสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในห้องผ่าตัด และมีใบอนุญาตประกอบกิจการอย่างถูกต้อง
- แพทย์มีประสบการณ์ด้านการเสริมหน้าอก ควรตรวจสอบว่าแพทย์ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมจากแพทยสภา และมีประสบการณ์ในการผ่าตัดเสริมหน้าอก
- มีการประเมินก่อนผ่าตัด แพทย์ควรประเมินโครงสร้างหน้าอก เนื้อหน้าอก ความต้องการ และสุขภาพโดยรวม เพื่อใช้วางแผนเลือกขนาด รูปทรง ตำแหน่งวางซิลิโคน และเทคนิคที่เหมาะกับแต่ละคน
- ใช้ซิลิโคนที่ตรวจสอบแหล่งที่มาได้ ควรทราบข้อมูลของซิลิโคนที่ใช้ ทั้งยี่ห้อ รุ่น ขนาด และข้อมูลผลิตภัณฑ์
- มีการติดตามผลหลังผ่าตัด ควรมีนัดติดตามอาการและประเมินการฟื้นตัว รวมถึงช่องทางติดต่อที่ชัดเจนของสถานพยาบาล
เสริมหน้าอกที่ AM International Hospital กับหมอเฉพาะทาง ดูแลอย่างไร?
AM International Hospital มีทางเลือกทั้งการเสริมหน้าอกด้วยซิลิโคน เติมไขมันตัวเอง และเทคนิค Hybrid Dual Plane ที่ผสานการใช้ซิลิโคนร่วมกับการเติมไขมัน เพื่อช่วยเพิ่มขนาดและปรับทรงหน้าอก พร้อมด้วยเทคนิค TrioSmooth ที่ผสาน 3 องค์ประกอบ ได้แก่ การผ่าตัดส่องกล้อง การใช้กรวยทางการแพทย์ในการใส่ซิลิโคน และกาวทางการแพทย์สำหรับปิดแผล เพื่อดูแลกระบวนการผ่าตัดและแผลให้เหมาะสมกับแต่ละเคส
ซึ่งการดูแลไม่ได้สิ้นสุดลงหลังออกจากห้องผ่าตัด เพราะ AM ยังมีโปรแกรม Aftercare สำหรับดูแลในช่วงพักฟื้น โดยเลือกใช้บริการให้เหมาะกับสภาพร่างกายและการฟื้นตัวของแต่ละบุคคล เช่น
- โปรแกรมฉายแสง LED ช่วยดูแลอาการบวมและรอยช้ำหลังผ่าตัด
- โปรแกรมเลเซอร์ดูแลรอยแผล ช่วยดูแลลักษณะของรอยแผลหลังการผ่าตัด
- โปรแกรม HBOT การบำบัดด้วยออกซิเจนความเข้มข้นสูงภายใต้ความดันที่เหมาะสม เพื่อสนับสนุนกระบวนการฟื้นตัวของร่างกาย
- ชุดกระชับหลังเสริมหน้าอก ที่ออกแบบให้เหมาะกับการใช้งานในช่วงพักฟื้นและช่วยพยุงบริเวณหน้าอก
รีวิวเสริมหน้าอกที่ AM International Hospital
รวมเสริมหน้าอกจากการรีวิวจริงโดยผู้เข้ารับบริการที่ AM International Hospital เพื่อให้เห็นแนวทางการรักษาและการเปลี่ยนแปลงของทรงหน้าอกในแต่ละเคส
คำถามที่พบบ่อย เสริมหน้าอก
เสริมหน้าอก เจ็บไหม?
หลังเสริมหน้าอกอาจมีอาการเจ็บ ตึง หรือรู้สึกไม่สบายบริเวณหน้าอกในช่วงแรก โดยอาการเหล่านี้มักค่อย ๆ ดีขึ้นตามการฟื้นตัว ทั้งนี้ระดับความเจ็บแตกต่างกันในแต่ละคนและขึ้นอยู่กับเทคนิคการผ่าตัด
หลังเสริมหน้าอกแล้วจะปวดหลังไหม?
มีโอกาส โดยเฉพาะผู้ที่เสริมหน้าอกเหนือกล้ามเนื้อ เพราะทำให้หน้าอกรับน้ำหนักเต็ม ๆ หรือการเสริมหน้าอกที่ใหญ่เกินไปก็เกิดภาวะนี้ได้เช่นกัน แต่ทั้งนี้ไม่ใช่ว่าทุกคนที่ทำนมแล้วจะมีอาการปวดหลังเสมอไป เพราะมีหลากหลายสาเหตุที่อาจเกี่ยวข้อง แนะนำให้ปรึกษาแพทย์อย่างละเอียดก่อนตัดสินใจ
ซิลิโคนเสริมหน้าอกมีโอกาสแตกไหม?
ซิลิโคนปัจจุบันนั้นมีการพัฒนาขึ้นอย่างมาก ถูกออกแบบมาให้หนา ทนทาน และยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น แต่ทั้งนี้ หากซิลิโคนแตก อาจเป็นเพราะมีการนำซิลิโคนเก่า ไม่ได้มาตรฐาน ใช้ซิลิโคนปลอม หรือเลือกเทคนิคการผ่าตัดไม่เหมาะสมทำให้เสี่ยงซิลิโคนแตกได้
ซิลิโคนต้องเปลี่ยนทุก 10 ปีไหม?
ไม่จำเป็น เพราะซิลิโคนที่ผ่านการทดสอบว่าเหมาะต่อการใช้ทางการแพทย์ (Medical Grade Silicone) จะอยู่ได้ยาวนานหลายสิบปี เว้นแต่เกิดอุบัติเหตุจนซิลิโคนแตก หรือเกิดพังผืดจนต้องแก้ไขใหม่ หรือต้องการเปลี่ยนไซซ์ให้เล็กลงหรือใหญ่ขึ้นจึงจะถึงเวลาเปลี่ยนซิลิโคน แต่ทั้งนี้ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจ
หลังเสริมหน้าอกออกกำลังกายได้เมื่อไหร่?
ในช่วงแรกสามารถเริ่มเดินเบา ๆ ได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักและกิจกรรมที่ใช้กล้ามเนื้อหน้าอกจนกว่าแผลจะฟื้นตัว โดยทั่วไปอาจกลับมาออกกำลังกายได้มากขึ้นในช่วงประมาณ 4-6 สัปดาห์ หลังเสริมหน้าอก แต่ทั้งนี้ควรยึดตามคำแนะนำของแพทย์เป็นหลัก
หลังเสริมหน้าอกให้นมลูกได้ไหม?
หลังเสริมหน้าอกสามารถให้นมลูกได้ เพราะการเสริมเต้านมไม่ได้รบกวนระบบเนื้อเต้านมและท่อน้ำนม
สรุป เสริมหน้าอก
เสริมหน้าอกสามารถทำได้หลายวิธี ทั้งการใส่ซิลิโคนหรือฉีดไขมันหน้าอก ซึ่งมีข้อดีข้อเสียต่างกัน การทำนมควรเข้ามาปรึกษาแพทย์ด้วยตัวเอง เนื่องจากปัญหาของผู้หญิงแตกต่างกัน สรีระและความต้องการก็ไม่เหมือนกัน ทางที่ดีควรเข้ารับการปรึกษากับแพทย์เฉพาะทาง เพื่อให้สามารถหาวิธีแก้ไขรูปทรงหน้าอกที่เหมาะสมและตอบโจทย์ตัวเรา