ฟิลเลอร์ใต้ตา 1200 800-01

ถุงใต้ตาเกิดจากอะไร แก้ไขอย่างไรให้หน้าดูสดใส ลดใต้ตาหมองคล้ำ

“ถุงใต้ตา” หรือ “ถุงใต้ตาบวม” คนส่วนใหญ่มักคิดว่าเกิดขึ้นกับคนอายุเยอะเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ในวัยรุ่นหรือวัยทำงานยังมีปัญหาถุงใต้ตาได้เช่นกัน และปัญหาที่มักตามมานั่นก็คือ ไม่ว่าจะใช้ครีมบำรุงหรืออายครีมแล้ว แต่ปัญหาก็ยังอยู่หรือแทบจะไม่เห็นผลเลย ดังนั้น การแก้ไขจึงต้องเริ่มจากการเข้าใจก่อนว่า “ถุงใต้ตาเกิดจากอะไร” ก่อนเลือกวิธีดูแลให้เหมาะสมกับแต่ละคน

เลือกอ่านตามหัวข้อด้านล่าง

ถุงใต้ตา คืออะไร

ถุงใต้ตา คือ ลักษณะของเนื้อเยื่อหรือไขมันที่นูนพองออกมาบริเวณใต้ตาล่าง มองเห็นได้ชัดเจนเป็นปื้นนูนคล้ายถุงเล็ก ๆ ใต้ตา ทำให้ใบหน้าดูอ่อนล้า เหนื่อย หรือดูมีอายุเกินจริง แม้ในวันที่พักผ่อนเพียงพอก็ตาม

หลายคนพยายามแก้ไขด้วยการทาครีมบำรุงหรือแต่งหน้าเพื่อปกปิด แต่พบว่าถุงใต้ตาบวมยังคงอยู่ และมักกลายเป็นจุดที่ทำให้ใบหน้าโดยรวมดูไม่สดใสอย่างที่ต้องการ ส่งผลต่อความมั่นใจตามมา

ถุงใต้ตา เกิดจากอะไร

ถุงใต้ตาไม่ได้เกิดจาก “ความเหนื่อยล้าหรืออายุที่มากขึ้น” เพียงอย่างเดียว แต่อาจเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงในชั้นผิวและโครงสร้างใต้ตาที่ลึกกว่านั้น โดยสามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่วัยรุ่น วัยทำงาน ไปจนถึงช่วงวัยผู้ใหญ่ ขึ้นอยู่กับปัจจัยเฉพาะตัวของแต่ละคน

สาเหตุจากพันธุกรรม

ถุงใต้ตาเกิดจากอะไร ปัจจัยแรกเป็นเรื่องของพันธุกรรม บางคนมีแนวโน้มเกิดถุงใต้ตาบวมตั้งแต่อายุยังน้อย เนื่องจากลักษณะโครงสร้างไขมันใต้ตาที่ถ่ายทอดกันในครอบครัว ทำให้ถุงใต้ตาอาจเด่นชัดขึ้นแม้ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงหรืออายุยังน้อยอยู่ก็ตาม

อายุที่เพิ่มขึ้น

เมื่ออายุมากขึ้น โครงสร้างผิวภายในเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงและเสื่อมโทรมลง ทำให้คอลลาเจนและอีลาสตินในผิวเริ่มลดลง ทำให้ผิวหนังหย่อนคล้อย และกล้ามเนื้อที่เคยพยุงไขมันใต้ตาเริ่มอ่อนแรง ส่งผลให้ไขมันเคลื่อนตัวออกมาเป็นก้อนชัดเจนที่ใต้ตา

พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน

โดยเฉพาะในรายที่นอนน้อย นอนดึก พักผ่อนไม่เพียงพอ รวมถึงพฤติกรรมการทานอาหารที่มีรสชาติเค็ม โซเดียมสูง ชอบดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ ซึ่งไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตประจำวันแบบนี้ล้วนทำให้ร่างกายมีการเก็บกักของเหลว ส่งผลให้ใต้ตาบวม มีถุงใต้ตาตามมา

ปัญหาสุขภาพและโรคภูมิแพ้

ในบางกรณีที่มีภาวะของโรคภูมิแพ้ การระคายเคือง การขยี้ตาบ่อย รวมถึงปัญหาเกี่ยวกับระบบไหลเวียนในร่างกาย อาจทำให้เกิดการสะสมของของเหลวหรือการอักเสบบริเวณใต้ตาได้ ส่งผลให้ใต้ตาดูบวมและคล้ำมากขึ้นในระยะยาว

ถุงใต้ตาบวมข้างเดียว เกิดจากอะไร

อาการถุงใต้ตาบวมข้างเดียว เป็นภาวะที่พบได้บ่อยกว่าที่คิด และไม่ควรมองข้าม แม้จะเป็นเพียงด้านใดด้านหนึ่ง แต่มีผลกระทบต่อความสมดุลของใบหน้า ทำให้ดูอ่อนล้า ไม่สดใส หรือดูมีอายุได้ ทั้งนี้สาเหตุมีหลายประการ ตั้งแต่พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงสัญญาณของปัญหาสุขภาพบางอย่าง

ตัวอย่างสาเหตุที่ทำให้ถุงใต้ตาบวมข้างเดียว ได้แก่

  • พฤติกรรมการนอน เช่น นอนตะแคงข้างเดิมนาน ๆ หรือใช้หมอนที่ไม่รองรับสรีระ อาจทำให้ของเหลวคั่งบริเวณใบหน้าด้านนั้นมากเป็นพิเศษ ทำให้ใต้ตาบวมข้างเดียว
  • ภาวะอักเสบเฉพาะจุด เช่น การอักเสบของต่อมน้ำตา เปลือกตา หรือถุงน้ำใต้ผิวหนังเล็ก ๆ ก็อาจทำให้เกิดอาการใต้ตาบวมเพียงด้านเดียว
  • อาการแพ้หรือระคายเคืองข้างเดียว เช่น การใช้เครื่องสำอางที่ระคายเคืองกับข้างใดข้างหนึ่งโดยเฉพาะ หรือการขยี้ตาแรง ๆ จนเกิดอาการบวมตามมา
  • ไขมันใต้ตาไม่สมมาตรตามโครงสร้างใบหน้า บางคนมีไขมันสะสมใต้ตาที่ไม่เท่ากันตั้งแต่กำเนิด หรือเริ่มเห็นชัดเมื่ออายุเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ดูเหมือนบวมข้างเดียว
  • สัญญาณของปัญหาสุขภาพ แม้จะพบไม่บ่อย แต่โรคเกี่ยวกับระบบไหลเวียนหรือไต อาจมีผลทำให้เกิดอาการบวมน้ำที่ไม่เท่ากันได้เช่นกัน โดยเฉพาะหากมีอาการร่วมอื่น ๆ

ถุงใต้ตาในแต่ละวัยแตกต่างกันอย่างไร

แม้ “ถุงใต้ตา” จะเป็นปัญหาที่พบได้ในทุกช่วงวัย แต่สาเหตุและลักษณะของถุงใต้ตาบวมนั้นแตกต่างกันไปตามอายุและสภาพผิว นอกจากนี้ ยังมีความแตกต่างระหว่าง “ถุงใต้ตาแท้” ซึ่งเกิดจากไขมันหรือผิวหนังหย่อนคล้อย กับ “ถุงใต้ตาเทียม” ที่เกิดจากร่องลึกหรือความไม่สมดุลของผิวบริเวณใต้ตา การเข้าใจปัญหาเหล่านี้จะช่วยเลือกวิธีดูแลและแก้ไขได้ถูกจุด

วัยรุ่น

ในช่วงวัยรุ่นมักมีปัญหาใต้ตาบวมที่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น นอนดึก พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือมีภาวะภูมิแพ้ ส่งผลให้เกิดถุงใต้ตาเทียมหรือชั่วคราว ลักษณะจะเป็นบวม น้ำเหลืองคั่ง หรือมีรอยคล้ำร่วมด้วย มักไม่ใช่ไขมันถาวร และสามารถฟื้นฟูได้ง่ายหากมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

วัยผู้ใหญ่

ในวัยผู้ใหญ่จะเป็นทั้งถุงใต้ตาแท้และเทียมรวมกัน บางคนมีไขมันสะสมและผิวหย่อน (ถุงแท้) ขณะเดียวกันก็มีร่องลึกหรือเงาดำใต้ตา (ถุงเทียม) การแก้ไขจึงอาจต้องผสมผสานทั้งการทำโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์เพื่อเติมเต็มและการผ่าตัดหรือลดไขมันเพื่อแก้ไขไขมันสะสม

วัยผู้สูงอายุ

ในวัยสูงอายุมักมีถุงใต้ตาแท้ที่เกิดจากไขมันและผิวหนังหย่อนคล้อยชัดเจน ต้องใช้วิธีผ่าตัดร่วมกับการดูแลผิวพรรณเพื่อเพิ่มความกระชับและลดริ้วรอย

ถุงใต้ตาส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์และคุณภาพชีวิตอย่างไรบ้าง?

ในรายที่มีถุงใต้ตาบวมแม้จะเป็นปัญหาที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย แต่กลับส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และคุณภาพชีวิตของหลายคน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความมั่นใจ การพบปะผู้คน หรือแม้กระทั่งสุขภาพจิต 

  • ลดความมั่นใจในตัวเอง เพราะถุงใต้ตาทำให้ดูเหนื่อยหรือแก่กว่าวัย
  • ส่งผลต่อการเข้าสังคมและการทำงาน เนื่องจากภาพลักษณ์ที่ดูไม่สดใส
  • เกิดความวิตกกังวลหรือเครียดเกี่ยวกับรูปลักษณ์ตัวเอง
  • อาจทำให้เกิดปัญหาการนอนหลับหรือความเครียดสะสม หากถุงใต้ตาเกิดจากปัจจัยสุขภาพ
  • ลดความรู้สึกถึงความมีสุขภาพดีและภาพลักษณ์โดยรวมของใบหน้า

ถุงใต้ตาบอกโรคอะไรได้บ้าง?

แม้ปัญหาถุงใต้ตาบวมส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับไลฟ์สไตล์และอายุที่เพิ่มขึ้น แต่ในบางกรณีก็อาจเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาสุขภาพเช่นกัน โดยเฉพาะหากมีอาการบวมชัดเจน ผิดปกติ หรือเป็นต่อเนื่องยาวนาน ถุงใต้ตาอาจสัมพันธ์กับโรคหรือภาวะต่าง ๆ เช่น

  • โรคภูมิแพ้หรือไซนัสอักเสบ ทำให้เกิดการคั่งของของเหลวและการอักเสบใต้ตา
  • โรคไตหรือภาวะบวมน้ำ ส่งผลให้มีการกักเก็บน้ำตามร่างกายรวมถึงบริเวณรอบดวงตา
  • ความผิดปกติของระบบไหลเวียนเลือด ทำให้การระบายของเหลวใต้ตาไม่ดี
  • ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการบวมรอบดวงตาได้
  • หากมีถุงใต้ตาบวมร่วมกับผิดปกติอื่น ๆ เช่น บวมทั้งหน้า เหนื่อยง่าย หรือปัสสาวะผิดปกติ ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง

เปรียบเทียบความแตกต่างของถุงใต้ตากับดอลลี่อาย

หลายคนมักสับสนระหว่าง “ถุงใต้ตา” กับ “ดอลลี่อาย” แม้จะมีลักษณะนูนบริเวณใต้ตาคล้ายกัน แต่ความหมายและผลลัพธ์ต่อใบหน้าแตกต่างกันชัดเจน

ถุงใต้ตาเป็นลักษณะของไขมันหรือของเหลวที่นูนออกมาอย่างผิดปกติบริเวณใต้ตาล่าง ทำให้หน้าดูอ่อนล้า และดูมีอายุมากขึ้น ขณะที่ดอลลี่อายเป็นกล้ามเนื้อใต้ตาที่นูนขึ้นเล็กน้อยอย่างเป็นธรรมชาติ ช่วยให้ดวงตาโต ดูสดใส และดูเด็กลง

ดังนั้นดอลลี่อายถือเป็นองค์ประกอบที่ช่วยเสริมความสวยงามของดวงตา ส่วนถุงใต้ตาบวมมักเป็นปัญหาที่หลายคนต้องการแก้ไข

เปรียบเทียบความแตกต่างถุงใต้ตากับขอบตาคล้ำ

ถุงใต้ตาและขอบตาคล้ำมักเกิดร่วมกันได้ แต่มีสาเหตุและลักษณะที่แตกต่างกัน

  • ถุงใต้ตา คือการนูนหรือบวมจากไขมัน ของเหลว หรือผิวหย่อนคล้อย
  • ขอบตาคล้ำ คือการเปลี่ยนสีผิวใต้ตาให้ดูคล้ำ ดำ หรือหมอง โดยอาจเกิดจากเม็ดสีเมลานิน เส้นเลือด หรือผิวบาง

ในบางรายการอาจมีทั้งถุงใต้ตาบวมและขอบตาคล้ำพร้อมกัน ทำให้ใบหน้าดูโทรมมากขึ้น การรักษาจึงต้องประเมินแยกตามปัญหาไม่สามารถใช้วิธีเดียวกันได้หมด

สรุปเรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับถุงใต้ตา

  1. ถุงใต้ตาไม่ได้เกิดจากอายุเพียงอย่างเดียว
  2. พันธุกรรมมีผลต่อการเกิดถุงใต้ตาบวม
  3. การนอนน้อยหรือทานอาหารเค็มกระตุ้นทำให้ใต้ตาบวม
  4. ถุงใต้ตาอาจเป็นได้ทั้งแบบชั่วคราวและถาวร
  5. ถุงใต้ตาแท้เกิดจากไขมันใต้ตา
  6. ถุงใต้ตาเทียมเกิดจากร่องลึกหรือเงาใต้ตา
  7. ถุงใต้ตาบวมข้างเดียวไม่ควรมองข้าม
  8. การนวดช่วยได้เฉพาะกรณีบวมน้ำ
  9. ไม่ใช่ทุกคนที่เหมาะกับโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์
  10. การประเมินโดยแพทย์คือสิ่งสำคัญในการรักษา

วิธีลดถุงใต้ตาแบบธรรมชาติและปรับพฤติกรรม (ลดบวม)

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือการใช้ชีวิตประจำวัน เป็นปัจจัยสำคัญซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่จะช่วยป้องกันและลดการเกิดปัญหาถุงใต้ตาบวม

การพักผ่อนให้เพียงพอ

การนอนหลับที่เพียงพออย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงต่อคืน ช่วยลดอาการใต้ตาบวมและความหมองคล้ำใต้ตา เนื่องจากร่างกายได้ฟื้นฟูเซลล์ผิวอย่างเต็มที่ ลดการคั่งของน้ำและความอ่อนล้าของกล้ามเนื้อรอบดวงตา

ประคบเย็น/ถุงชา

การประคบเย็นบริเวณใต้ตาช่วยลดการอักเสบและบวมได้ดี ส่วนถุงชาที่ผ่านการชงมาแล้วและยังอุ่น ๆ อยู่ยังช่วยบรรเทาอาการบวมและคลายกล้ามเนื้อบริเวณรอบดวงตา ควรใช้อย่างน้อยวันละ 10-15 นาที

การนวดลดถุงใต้ตา

การนวดเบา ๆ รอบดวงตาช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนเลือดและน้ำเหลือง ลดการคั่งของน้ำและบวม ควรทำอย่างเบามือ ไม่กดแรง และควรทำอย่างต่อเนื่องเพื่อผลลัพธ์ที่ดี

การรับประทานอาหารที่ดี

ควรรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง เช่น ผักผลไม้สด และอาหารที่มีโพแทสเซียมสูง เช่น กล้วย ช่วยลดการบวมน้ำ นอกจากนี้ ควรดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวันเพื่อช่วยขจัดสารพิษ ลดใต้ตาบวม

หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่กระตุ้น

หลีกเลี่ยงการนอนดึก การใช้สายตามากเกินไป การสูบบุหรี่ การขยี้ตาแรง ๆ และการรับประทานอาหารเค็มจัด เพราะสิ่งเหล่านี้สามารถกระตุ้นให้ถุงใต้ตาบวมและดำคล้ำมากขึ้น

หัตถการและศัลยกรรมลดถุงใต้ตา

สำหรับคนที่ต้องการผลลัพธ์ชัดเจนและรวดเร็ว การเลือกใช้หัตถการหรือศัลยกรรมลดถุงใต้ตาเป็นทางเลือกที่นิยมมากขึ้น โดยแต่ละวิธีมีข้อดีและเหมาะกับปัญหาที่แตกต่างกัน

  1. การทำโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

    โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์เป็นวิธีฉีดสารเติมเต็มบริเวณร่องลึกใต้ตา ช่วยพรางถุงใต้ตาและเงาดำโดยไม่ต้องผ่าตัด และยังช่วยปรับผิวให้เรียบเนียน เส้นริ้วรอยใต้ตาตื้นขึ้น หลังทำเห็นผลการเปลี่ยนแปลงได้เลย โดยไม่ต้องเสียเวลาพักฟื้น เหมาะกับผู้ที่ถุงใต้ตาไม่ใหญ่มาก

  2. การทำโปรแกรม Hifu / โปรแกรม Ultraformer / โปรแกรม Ultherapy

    วิธีลดปัญหาถุงใต้ตาบวมด้วยการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงกระตุ้นการสร้างและฟื้นฟูเส้ยใยคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ช่วยยกกระชับผิวใต้ตา ลดความหย่อนคล้อย ลดบวม ลดริ้วรอย เหมาะกับผู้ที่มีถุงใต้ตาเริ่มต้นและต้องการฟื้นฟูผิวแบบเร่งด่วน ชะลอปัญหาผิวใต้ตาที่เกิดขึ้นตามอายุที่มากขึ้น

  3. การใช้คลื่น Radio Frequency (RF) / โปรแกรม Thermage  

    ต่อมาเป็นการทำโปรแกรม Thermage บริเวณรอบดวงตา ด้วยการใช้พลังงานคลื่นวิทยุความถี่สูง หรือ RF เพื่อกระชับผิวและกระตุ้นคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ช่วยลดเลือนริ้วรอยและความหย่อนคล้อยของผิวใต้ตา ทำให้ผิวดูเนียนเรียบและกระชับขึ้นโดยไม่ต้องผ่าตัดและไม่ต้องพักฟื้น

  4. การดูดไขมันถุงใต้ตา  

    สำหรับการดูดไขมันที่บริเวณใต้ตา เป็นหัตถการที่ใช้เข็มขนาดเล็กดูดไขมันใต้ตาออก เหมาะกับผู้ที่มีถุงใต้ตาขนาดเล็กถึงกลางและไม่มีหนังตาหย่อนมาก วิธีนี้เจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว และช่วยให้ผิวใต้ตาดูเรียบเนียนขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

  5. การผ่าตัดถุงใต้ตา 

    วิธีแก้ไขที่ได้ผลถาวรและตรงจุด เหมาะกับผู้ที่มีถุงใต้ตาขนาดใหญ่และหนังตาหย่อน มีเทคนิคหลัก 2 แบบคือ

    • การผ่าตัดถุงใต้ตาเทคนิคไร้แผล (แผลด้านในเปลือกตา)

      ซึ่งเป็นวิธีการผ่าตัดที่ได้รับความนิยม เนื่องจากแผลจะซ่อนอยู่ด้านในเปลือกตา จึงไม่เห็นแผลด้านนอก เหมาะกับผู้ที่มีไขมันใต้ตาแต่มีผิวหนังหย่อนไม่มากนัก

    • การผ่าตัดถุงใต้ตาแผลด้านนอก

      เป็นวิธีการผ่าตัดโดยเย็บแผลให้อยู่บริเวณใต้ขอบตาล่าง เหมาะกับผู้ที่มีไขมันและหนังตาหย่อนร่วมด้วย ช่วยยกกระชับผิวหนังให้เรียบเนียนขึ้นและฟื้นฟูโครงสร้างผิวโดยรวมให้ดูอ่อนเยาว์

  6. รักษาถุงใต้ตาด้วยเลเซอร์

    การรักษาถุงใต้ตาด้วยเลเซอร์เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยฟื้นฟูผิวรอบดวงตาโดยเลเซอร์จะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ลดความหย่อนคล้อย และปรับคุณภาพผิวให้เรียบเหมาะกับผู้ที่มีถุงใต้ตาขนาดเล็กถึงปานกลาง หรือมีใต้ตาหมองคล้ำร่วมด้วย ข้อดีของการทำเลเซอร์คือไม่ต้องผ่าตัด ฟื้นตัวได้อย่างราบรื่น และสามารถทำหัตถการอื่น ๆ เพื่อให้ผลลัพธ์เป็นไปตามต้องการ

การเตรียมตัวก่อนทำหัตถการหรือผ่าตัดแก้ไขถุงใต้ตา

การเตรียมตัวที่ดีเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้การทำหัตถการหรือผ่าตัดถุงใต้ตาเป็นไปอย่างปลอดภัยและได้ผลลัพธ์ที่ดี รวมถึงการวางแผนล่วงหน้าและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์จะช่วยลดความเสี่ยงและทำให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น

  • แจ้งประวัติสุขภาพและยาที่ใช้อย่างครบถ้วนกับแพทย์
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้อักเสบหรือยาแอสไพรินก่อนผ่าตัดประมาณ 1- 2 สัปดาห์
  • งดสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนและหลังการรักษา
  • งดอาหารเสริมหรือสมุนไพรที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น วิตามินอี น้ำมันปลา
  • จัดเตรียมเวลาพักฟื้นอย่างเพียงพอหลังทำหัตถการหรือผ่าตัด
  • ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับอาการแพ้หรือโรคประจำตัวที่อาจมีผลต่อการรักษา
  • ในกรณีที่ต้องมีการผ่าตัด ใช้ยาชา ยานอนหลับ ควรมีผู้ติดตามมาด้วย เพื่อช่วยเหลือในการเดินทางกลับบ้าน

การดูแลตัวเองหลังทำหัตถการหรือผ่าตัดแก้ไขถุงใต้ตา

หลังจากทำหัตถการหรือการทำผ่าตัดถุงใต้ตา การดูแลตัวเองอย่างถูกต้องจะช่วยลดอาการบวม ฟกช้ำ และเร่งให้ผิวฟื้นตัวได้เร็วขึ้น รวมถึงลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน และทำให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติ

  • ประคบเย็นในช่วง 48 ชั่วโมงแรก เพื่อช่วยลดบวมและช้ำ
  • นอนยกศีรษะสูงในช่วง 2-3 วันแรก ลดการคั่งของของเหลวบริเวณใต้ตา
  • หลีกเลี่ยงการแต่งหน้า การขยี้ตา หรือสัมผัสแรง ๆ บริเวณรอบดวงตา
  • รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด 
  • งดกิจกรรมที่ทำให้เลือดสูบฉีด เช่น ออกกำลังกายหนักหรืออบซาวน่า ประมาณ 1-2 สัปดาห์
  • หลีกเลี่ยงแสงแดดจัด ควรใส่แว่นกันแดดเมื่อต้องออกนอกบ้าน
  • เข้าตรวจติดตามผลกับแพทย์ตามนัด เพื่อดูความเรียบร้อยของแผลหรือผลลัพธ์

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นและวิธีป้องกัน

แม้การลดถุงใต้ตาทั้งในรูปแบบหัตถการและการผ่าตัดจะมีความปลอดภัย แต่ก็ยังมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ในบางกรณี โดยเฉพาะหากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมหรือเลือกทำกับแพทย์ที่ขาดประสบการณ์การรักษา ซึ่งการรู้เท่าทันความเสี่ยงและป้องกันไว้ล่วงหน้าจะช่วยลดปัญหาได้อย่างมาก

  • อาการบวม ช้ำ หรือเจ็บ มักพบได้ในช่วงแรก และจะค่อย ๆ ดีขึ้นภายในไม่กี่วัน
  • สีผิวคล้ำชั่วคราว อาจเกิดจากรอยช้ำใต้ผิว ควรหลีกเลี่ยงการโดนแดด
  • กรณีรุนแรง เช่น การฉีดสารเติมเต็มเข้าเส้นเลือด อาจทำให้เกิดเนื้อตายหรือส่งผลต่อการมองเห็น (แม้พบได้น้อยมาก แต่ถือเป็นภาวะฉุกเฉิน)
  • การติดเชื้อที่แผล หากดูแลไม่สะอาด หรือไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์
  • ผลลัพธ์ไม่เท่ากัน หรือผิวไม่เรียบ อาจเกิดจากเทคนิคการรักษาหรือการดูแลหลังทำ
  • การเกิดพังผืดหรือแผลเป็น โดยเฉพาะในกรณีผ่าตัดที่มีแผลภายนอก

สำหรับการลดถุงใต้ตาควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ที่มีประสบการณ์และมีทักษะการรักษาเฉพาะทาง เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อน และให้ผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการ รวมถึงการดูแลให้เกิดความปลอดภัย ซึ่งจะส่งผลต่อผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาว 

วิธีป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาถุงใต้ตา

แม้ว่าปัญหาใต้ตาจะพบได้มากในช่วงอายุที่เพิ่มมากขึ้น แต่หากมีการดูแลตัวเองตั้งแต่เนิ่น ๆ โดยไม่ต้องรอให้ถุงใต้ตาเกิดขึ้น จะช่วยชะลอหรือป้องกันได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น พักผ่อนน้อย ดื่มน้ำน้อย หรือมีกรรมพันธุ์ร่วมด้วย

พักผ่อนให้เพียงพอและมีคุณภาพ

การนอนหลับอย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง และหลับลึก หรือการนอนหลับอย่างมีคุณภาพ ช่วยลดการกักเก็บน้ำใต้ตา ลดอาการบวม และทำให้ผิวรอบดวงตาดูสดใส

ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ

การดื่มน้ำวันละ 2 ลิตร ช่วยให้ระบบน้ำเหลืองไหลเวียนดี ลดการบวมน้ำ และทำให้ผิวใต้ตาไม่แห้งเหี่ยว เพิ่มความชุ่มชื่น รวมถึงยังส่งผลดีกับโครงสร้างผิวแบบองค์รวม

รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ลดโซเดียม

งดอาหารรสเค็มจัดเพราะปริมาณโซเดียมที่มากเกินกว่าเกณฑ์จะทำให้เกิดอาการบวมน้ำ โดยแนะนำให้เน้นทานผักผลไม้ที่อุดมด้วยวิตามินซี อี และคอลลาเจน เพื่อช่วยดูแลความยืดหยุ่นของผิวบริเวณใต้ตา

หลีกเลี่ยงการขยี้ตาบ่อย

การถูหรือขยี้ตาแรง ๆ เป็นประจำอาจทำให้เส้นเลือดฝอยใต้ตาเสียหาย และกระตุ้นให้ถุงใต้ตาเกิดขึ้นเร็วขึ้น รวมถึงหากเป็นกรณีที่มีปัญหาใต้ตาบวมจากภาวะภูมิแพ้ ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นให้อาการกำเริบ

ทาครีมบำรุงรอบดวงตาที่เหมาะสม

เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน มีสารบำรุงผิว เช่น เปปไทด์ คาเฟอีน หรือไฮยาลูโรนิก ช่วยลดบวมและเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว หรือทาครีมร่วมกับการนวดเพื่อปรับระบบไหลเวียนเลือด (นวดจากหัวตาไล่ไปหางตาอย่างเบามือ)

จัดการความเครียด

ความเครียดสะสมส่งผลให้ฮอร์โมนเสียสมดุล กระทบต่อผิวพรรณ รวมถึงทำให้เกิดการนอนหลับที่ไม่มีคุณภาพ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุของถุงใต้ตา จึงควรลดความเครียด โดยการหากิจกรรมผ่อนคลายหรือกิจกรรมที่ชื่นชอบทำเป็นประจำ

นพ.วันเฉลิม จงสิริวัฒนา

Dr. Wanchalerm Chungsiriwattana

License Number (M.D.) 44595

,,

หมอชวนคุยกับปัญหาถุงใต้ตากวนใจ

“ถุงใต้ตาเป็นหนึ่งในปัญหาที่หลายคนรู้สึกกังวล โดยเฉพาะเมื่อตื่นเช้ามาแล้วหน้าดูอ่อนล้า แม้จะนอนครบ 8 ชั่วโมงก็ตาม ซึ่งจริง ๆ แล้วถุงใต้ตาไม่ได้มีแค่ ‘อาการบวม’ อย่างเดียวครับ แต่ยังเกิดจากต่อมไขมันที่นูนดันออกมาจากเบ้าตา ซึ่งพบได้มากขึ้นตามอายุ และพันธุกรรมก็มีส่วนด้วยเหมือนกัน

สิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหานี้ต้องอยู่ที่การประเมินให้ถูกจุดก่อนเสมอ ไม่ใช่ทุกเคสจะเหมาะกับโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ หรือการผ่าตัด เพราะบางรายเพียงแค่ลดการบวมน้ำ ปรับพฤติกรรม หรือใช้การทำโปรแกรมเลเซอร์ที่เป็นพลังงานยกกระชับก็เพียงพอแล้ว

ขณะเดียวกัน หากเป็นถุงใต้ตาจากไขมันที่ดันชัดเจน ก็อาจต้องพิจารณาหัตถการขั้นลึกขึ้น เช่น การดูดไขมันหรือการผ่าตัดด้วยเทคนิคไร้แผลที่เน้นความเป็นธรรมชาติ ในฐานะแพทย์ที่ดูแลเรื่องนี้โดยตรง หมอแนะนำว่า ไม่ควรตัดสินใจจากรีวิวหรือราคาก่อนเสมอ แต่ควรให้แพทย์ประเมินใบหน้าแบบองค์รวม เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาสวยกลมกลืนครับ”
คุณหมอบาส
ศัลยแพทย์ตกแต่ง ว.44595

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับปัญหาถุงใต้ตา (FAQ)

Q: ถุงใต้ตามีทุกคนไหม

โดยธรรมชาติแล้ว ทุกคนมีไขมันใต้ตาอยู่บ้าง แต่จะเห็นชัดหรือไม่ ขึ้นอยู่กับพันธุกรรม โครงสร้างผิว และปัจจัยแวดล้อม หากผิวแข็งแรงและกระชับอาจทำให้ถุงใต้ตาเห็นไม่เด่นชัดเลยก็ได้

ในผู้สูงอายุถุงใต้ตามักเกิดจากการเสื่อมสภาพของโครงสร้างตามวัย ทั้งการลดลงของคอลลาเจน กล้ามเนื้อรอบดวงตาอ่อนแรง และไขมันใต้ตาที่เคลื่อนตัวออกมาชัดเจน ร่วมกับผิวหนังที่หย่อนคล้อย ทำให้ถุงใต้ตาดูใหญ่และเห็นชัดมากขึ้น การแก้ไขมักใช้การผ่าตัดหรือหัตถการที่ช่วยยกกระชับควบคู่กัน

การผ่าตัดถุงใต้ตามักให้ผลลัพธ์ถาวรในเรื่องการลดไขมันหรือเนื้อเยื่อที่เป็นถุง แต่ผิวและโครงสร้างรอบดวงตายังสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามวัย ดังนั้น ผลลัพธ์อาจคงอยู่ได้หลายปี ส่วนใหญ่ประมาณ 5–10 ปี ขึ้นกับการดูแลและสภาพผิวแต่ละบุคคล

ถุงใต้ตาบวมมีโอกาสเกิดจากกรรมพันธุ์สูง หากในครอบครัวมีประวัติถุงใต้ตาชัดเจน ก็มีแนวโน้มที่จะเกิดกับคนในครอบครัวได้เช่นกัน นอกจากนี้ ปัจจัยอื่น ๆ อย่างพฤติกรรมการใช้ชีวิตก็มีผลร่วมด้วย

ไม่เหมือนกัน โดยดอลลี่อาย คือ ลักษณะของตาที่ดูโตกลมสดใส ใต้ตามีลักษณะนูนขึ้นเล็กน้อยอย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้ดวงตาดูหวานและเด็ก ส่วนถุงใต้ตาเป็นลักษณะบวม นูนออกอย่างผิดปกติ ใต้ตาล่าง ซึ่งมักทำให้ดูเหนื่อยล้าหรือมีอายุมากขึ้น

โดยทั่วไป อาการบวมและฟกช้ำจะค่อย ๆ ลดลงใน 7-14 วันหลังผ่าตัด ส่วนผลลัพธ์ชัดเจนและเข้าที่เต็มที่มักใช้เวลาประมาณ 1-3 เดือน ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลและการดูแลหลังทำ

นวดได้ในกรณีที่ถุงใต้ตาบวมจากการไหลเวียนไม่ดี เช่น นอนน้อยหรือพักผ่อนไม่เพียงพอ แต่หากเกิดจากไขมันสะสม การนวดจะไม่ช่วยลดถุงใต้ตา และอาจทำให้ผิวหย่อนคล้อยมากขึ้นได้ในระยะยาว

ถุงใต้ตาเกิดได้จากโรคภูมิแพ้ โดยเฉพาะโรคแพ้อากาศหรือเยื่อจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ อาจทำให้หลอดเลือดรอบดวงตาขยายตัว เกิดอาการบวมใต้ตา โดยเฉพาะตอนตื่นนอนหรือช่วงที่อาการกำเริบ แต่เป็นอาการบวมชั่วคราว ไม่ใช่ไขมันสะสมแบบถุงใต้ตาถาวร

ถุงใต้ตาบางประเภทสามารถหายเองได้ เช่น อาการบวมจากการนอนไม่พอหรือแพ้อากาศ เมื่อพักผ่อนเพียงพอและลดสิ่งกระตุ้นอาการบวมก็จะดีขึ้น แต่ถ้าเป็นถุงใต้ตาจากไขมันสะสมหรือผิวหนังหย่อนคล้อย จะไม่หายเองและอาจต้องรักษาด้วยหัตถการทางการแพทย์

หลังผ่าตัดควรหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด อาหารหมักดอง อาหารเค็มจัด และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะอาจทำให้บวมช้ำมากขึ้น รวมถึงงดอาหารที่อาจกระตุ้นการอักเสบ เช่น อาหารทะเลบางชนิด ในช่วง 5-7 วันแรกหลังทำ

ส่วนมากเกิดจากไขมันบริเวณใต้ตาที่ดันตัวออกมามากขึ้น โดยอาจมีสาเหตุมาจากพันธุกรรม การเสื่อมของกล้ามเนื้อรอบดวงตาตามอายุ หรือพฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่ทำให้เกิดการบวมสะสม เช่น การนอนน้อย ดื่มน้ำน้อย หรือขยี้ตาบ่อย ๆ

ขึ้นอยู่กับสาเหตุของปัญหาใต้ตา ถ้ามี “ถุงไขมันใต้ตาชัดเจน” การผ่าตัดจะให้ผลลัพธ์ที่ชัดและถาวรกว่า แต่ถ้าเป็นเพียงร่องใต้ตาลึกหรือใต้ตาดูอ่อนล้าโดยมีถุงไขมันไม่มาก การทำโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ถุงใต้ตาสามารถช่วยเติมเต็มให้ดูสดใสขึ้นได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์และให้แพทย์ประเมินก่อนตัดสินใจ

หัตถการลดถุงใต้ตามีหลายวิธี เช่น โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ เหมาะกับคนที่มีถุงใต้ตาเล็ก, โปรแกรมเลเซอร์และคลื่น RF กระชับผิว ลดบวม เหมาะกับผิวเริ่มหย่อนคล้อย, การดูดไขมัน เหมาะกับผู้ที่มีไขมันใต้ตาสะสม และผ่าตัดถุงใต้ตา เหมาะกับเคสที่ถุงใหญ่และหย่อนมาก ซึ่งในแต่ละบุคคลต่างก็มีปัญหาใต้ตาและความต้องการแก้ไขที่แตกต่างกัน ดังนั้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินอย่างละเอียด

การแก้ไขปัญหาถุงใต้ตาที่ AM International Hospital แตกต่างด้วยทีมแพทย์ที่มีทักษะและมีความชำนาญครบทุกด้าน ทั้งการผ่าตัดผสานกับเทคนิคซ่อนแผล เจ็บน้อย ระยะพักฟื้นสั้น และการใช้สารเติมเต็มคุณภาพสูง ร่วมกับเทคนิคโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์แบบ “Triple Layer Lift” เพื่อผลลัพธ์ที่ดูละมุนเป็นธรรมชาติ พร้อมเทคโนโลยีเลเซอร์รุ่นใหม่ที่ช่วยลดรอยแผลและฟื้นตัวไวยิ่งขึ้น โรงพยาบาลยังมีมาตรฐานการดูแลให้ปลอดภัย ปลอดเชื้อ ทันสมัย และบริการดูแลหลังการรักษา After Care เพื่อความมั่นใจของผู้เข้ารับบริการ

สรุป ปัญหาถุงใต้ตา แก้ไขได้ด้วยหัตถการที่ถูกต้อง

ถุงใต้ตาเป็นปัญหาที่หลายคนเผชิญ แต่สามารถแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยหัตถการที่เหมาะสมตามสภาพปัญหาแต่ละบุคคล การเลือกทำการรักษากับแพทย์ที่มีทักษะความรู้และมีประสบการณ์ ผสานกับการใช้เทคนิคทันสมัยจะช่วยให้ผลลัพธ์ออกมาดูเป็นธรรมชาติ มีการดูแลให้เกิความปลอดภัย และสามารถตอบโจทย์กับปัญหาใต้ตาที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ การดูแลตัวเองทั้งก่อนและหลังทำก็สำคัญไม่แพ้กัน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและช่วยให้มีความมั่นใจเพิ่มมากขึ้น ใบหน้าโดยรวมดูอ่อนวัย ใต้ตากลับมาดูสดใสอีกครั้ง

แชร์ :

Thank You!

You details has been successfully submitted. Thanks!

ขอบคุณ!

ข้อมูลของคุณถูกส่งเรียบร้อยแล้ว 

ขอบคุณข้อเสนอแนะติชม