ถุงใต้ตาเกิดจากอะไร แก้ไขอย่างไรให้หน้าดูสดใส ลดใต้ตาหมองคล้ำ
Medically Reviewed by นพ.วันเฉลิม จงสิริวัฒนา on Aug 7, 2025.
“ถุงใต้ตา” หรือ “ถุงใต้ตาบวม” คนส่วนใหญ่มักคิดว่าเกิดขึ้นกับคนอายุเยอะเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ในวัยรุ่นหรือวัยทำงานยังมีปัญหาถุงใต้ตาได้เช่นกัน และปัญหาที่มักตามมานั่นก็คือ ไม่ว่าจะใช้ครีมบำรุงหรืออายครีมแล้ว แต่ปัญหาก็ยังอยู่หรือแทบจะไม่เห็นผลเลย ดังนั้น การแก้ไขจึงต้องเริ่มจากการเข้าใจก่อนว่า “ถุงใต้ตาเกิดจากอะไร” ก่อนเลือกวิธีดูแลให้เหมาะสมกับแต่ละคน
เลือกอ่านตามหัวข้อด้านล่าง
ถุงใต้ตา คืออะไร
ถุงใต้ตา คือ ลักษณะของเนื้อเยื่อหรือไขมันที่นูนพองออกมาบริเวณใต้ตาล่าง มองเห็นได้ชัดเจนเป็นปื้นนูนคล้ายถุงเล็ก ๆ ใต้ตา ทำให้ใบหน้าดูอ่อนล้า เหนื่อย หรือดูมีอายุเกินจริง แม้ในวันที่พักผ่อนเพียงพอก็ตาม
หลายคนพยายามแก้ไขด้วยการทาครีมบำรุงหรือแต่งหน้าเพื่อปกปิด แต่พบว่าถุงใต้ตาบวมยังคงอยู่ และมักกลายเป็นจุดที่ทำให้ใบหน้าโดยรวมดูไม่สดใสอย่างที่ต้องการ ส่งผลต่อความมั่นใจตามมา
ถุงใต้ตา เกิดจากอะไร
ถุงใต้ตาไม่ได้เกิดจาก “ความเหนื่อยล้าหรืออายุที่มากขึ้น” เพียงอย่างเดียว แต่อาจเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงในชั้นผิวและโครงสร้างใต้ตาที่ลึกกว่านั้น โดยสามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่วัยรุ่น วัยทำงาน ไปจนถึงช่วงวัยผู้ใหญ่ ขึ้นอยู่กับปัจจัยเฉพาะตัวของแต่ละคน
สาเหตุจากพันธุกรรม
ถุงใต้ตาเกิดจากอะไร ปัจจัยแรกเป็นเรื่องของพันธุกรรม บางคนมีแนวโน้มเกิดถุงใต้ตาบวมตั้งแต่อายุยังน้อย เนื่องจากลักษณะโครงสร้างไขมันใต้ตาที่ถ่ายทอดกันในครอบครัว ทำให้ถุงใต้ตาอาจเด่นชัดขึ้นแม้ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงหรืออายุยังน้อยอยู่ก็ตาม
อายุที่เพิ่มขึ้น
เมื่ออายุมากขึ้น โครงสร้างผิวภายในเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงและเสื่อมโทรมลง ทำให้คอลลาเจนและอีลาสตินในผิวเริ่มลดลง ทำให้ผิวหนังหย่อนคล้อย และกล้ามเนื้อที่เคยพยุงไขมันใต้ตาเริ่มอ่อนแรง ส่งผลให้ไขมันเคลื่อนตัวออกมาเป็นก้อนชัดเจนที่ใต้ตา
พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน
โดยเฉพาะในรายที่นอนน้อย นอนดึก พักผ่อนไม่เพียงพอ รวมถึงพฤติกรรมการทานอาหารที่มีรสชาติเค็ม โซเดียมสูง ชอบดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ ซึ่งไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตประจำวันแบบนี้ล้วนทำให้ร่างกายมีการเก็บกักของเหลว ส่งผลให้ใต้ตาบวม มีถุงใต้ตาตามมา
ปัญหาสุขภาพและโรคภูมิแพ้
ในบางกรณีที่มีภาวะของโรคภูมิแพ้ การระคายเคือง การขยี้ตาบ่อย รวมถึงปัญหาเกี่ยวกับระบบไหลเวียนในร่างกาย อาจทำให้เกิดการสะสมของของเหลวหรือการอักเสบบริเวณใต้ตาได้ ส่งผลให้ใต้ตาดูบวมและคล้ำมากขึ้นในระยะยาว
ถุงใต้ตาบวมข้างเดียว เกิดจากอะไร
อาการถุงใต้ตาบวมข้างเดียว เป็นภาวะที่พบได้บ่อยกว่าที่คิด และไม่ควรมองข้าม แม้จะเป็นเพียงด้านใดด้านหนึ่ง แต่มีผลกระทบต่อความสมดุลของใบหน้า ทำให้ดูอ่อนล้า ไม่สดใส หรือดูมีอายุได้ ทั้งนี้สาเหตุมีหลายประการ ตั้งแต่พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงสัญญาณของปัญหาสุขภาพบางอย่าง
ตัวอย่างสาเหตุที่ทำให้ถุงใต้ตาบวมข้างเดียว ได้แก่
- พฤติกรรมการนอน เช่น นอนตะแคงข้างเดิมนาน ๆ หรือใช้หมอนที่ไม่รองรับสรีระ อาจทำให้ของเหลวคั่งบริเวณใบหน้าด้านนั้นมากเป็นพิเศษ ทำให้ใต้ตาบวมข้างเดียว
- ภาวะอักเสบเฉพาะจุด เช่น การอักเสบของต่อมน้ำตา เปลือกตา หรือถุงน้ำใต้ผิวหนังเล็ก ๆ ก็อาจทำให้เกิดอาการใต้ตาบวมเพียงด้านเดียว
- อาการแพ้หรือระคายเคืองข้างเดียว เช่น การใช้เครื่องสำอางที่ระคายเคืองกับข้างใดข้างหนึ่งโดยเฉพาะ หรือการขยี้ตาแรง ๆ จนเกิดอาการบวมตามมา
- ไขมันใต้ตาไม่สมมาตรตามโครงสร้างใบหน้า บางคนมีไขมันสะสมใต้ตาที่ไม่เท่ากันตั้งแต่กำเนิด หรือเริ่มเห็นชัดเมื่ออายุเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ดูเหมือนบวมข้างเดียว
- สัญญาณของปัญหาสุขภาพ แม้จะพบไม่บ่อย แต่โรคเกี่ยวกับระบบไหลเวียนหรือไต อาจมีผลทำให้เกิดอาการบวมน้ำที่ไม่เท่ากันได้เช่นกัน โดยเฉพาะหากมีอาการร่วมอื่น ๆ
ถุงใต้ตาในแต่ละวัยแตกต่างกันอย่างไร
แม้ “ถุงใต้ตา” จะเป็นปัญหาที่พบได้ในทุกช่วงวัย แต่สาเหตุและลักษณะของถุงใต้ตาบวมนั้นแตกต่างกันไปตามอายุและสภาพผิว นอกจากนี้ ยังมีความแตกต่างระหว่าง “ถุงใต้ตาแท้” ซึ่งเกิดจากไขมันหรือผิวหนังหย่อนคล้อย กับ “ถุงใต้ตาเทียม” ที่เกิดจากร่องลึกหรือความไม่สมดุลของผิวบริเวณใต้ตา การเข้าใจปัญหาเหล่านี้จะช่วยเลือกวิธีดูแลและแก้ไขได้ถูกจุด
วัยรุ่น
ในช่วงวัยรุ่นมักมีปัญหาใต้ตาบวมที่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น นอนดึก พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือมีภาวะภูมิแพ้ ส่งผลให้เกิดถุงใต้ตาเทียมหรือชั่วคราว ลักษณะจะเป็นบวม น้ำเหลืองคั่ง หรือมีรอยคล้ำร่วมด้วย มักไม่ใช่ไขมันถาวร และสามารถฟื้นฟูได้ง่ายหากมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
วัยผู้ใหญ่
ในวัยผู้ใหญ่จะเป็นทั้งถุงใต้ตาแท้และเทียมรวมกัน บางคนมีไขมันสะสมและผิวหย่อน (ถุงแท้) ขณะเดียวกันก็มีร่องลึกหรือเงาดำใต้ตา (ถุงเทียม) การแก้ไขจึงอาจต้องผสมผสานทั้งการทำโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์เพื่อเติมเต็มและการผ่าตัดหรือลดไขมันเพื่อแก้ไขไขมันสะสม
วัยผู้สูงอายุ
ในวัยสูงอายุมักมีถุงใต้ตาแท้ที่เกิดจากไขมันและผิวหนังหย่อนคล้อยชัดเจน ต้องใช้วิธีผ่าตัดร่วมกับการดูแลผิวพรรณเพื่อเพิ่มความกระชับและลดริ้วรอย
ถุงใต้ตาส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์และคุณภาพชีวิตอย่างไรบ้าง?
ในรายที่มีถุงใต้ตาบวมแม้จะเป็นปัญหาที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย แต่กลับส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และคุณภาพชีวิตของหลายคน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความมั่นใจ การพบปะผู้คน หรือแม้กระทั่งสุขภาพจิต
- ลดความมั่นใจในตัวเอง เพราะถุงใต้ตาทำให้ดูเหนื่อยหรือแก่กว่าวัย
- ส่งผลต่อการเข้าสังคมและการทำงาน เนื่องจากภาพลักษณ์ที่ดูไม่สดใส
- เกิดความวิตกกังวลหรือเครียดเกี่ยวกับรูปลักษณ์ตัวเอง
- อาจทำให้เกิดปัญหาการนอนหลับหรือความเครียดสะสม หากถุงใต้ตาเกิดจากปัจจัยสุขภาพ
- ลดความรู้สึกถึงความมีสุขภาพดีและภาพลักษณ์โดยรวมของใบหน้า
ถุงใต้ตาบอกโรคอะไรได้บ้าง?
แม้ปัญหาถุงใต้ตาบวมส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับไลฟ์สไตล์และอายุที่เพิ่มขึ้น แต่ในบางกรณีก็อาจเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาสุขภาพเช่นกัน โดยเฉพาะหากมีอาการบวมชัดเจน ผิดปกติ หรือเป็นต่อเนื่องยาวนาน ถุงใต้ตาอาจสัมพันธ์กับโรคหรือภาวะต่าง ๆ เช่น
- โรคภูมิแพ้หรือไซนัสอักเสบ ทำให้เกิดการคั่งของของเหลวและการอักเสบใต้ตา
- โรคไตหรือภาวะบวมน้ำ ส่งผลให้มีการกักเก็บน้ำตามร่างกายรวมถึงบริเวณรอบดวงตา
- ความผิดปกติของระบบไหลเวียนเลือด ทำให้การระบายของเหลวใต้ตาไม่ดี
- ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการบวมรอบดวงตาได้
- หากมีถุงใต้ตาบวมร่วมกับผิดปกติอื่น ๆ เช่น บวมทั้งหน้า เหนื่อยง่าย หรือปัสสาวะผิดปกติ ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง
เปรียบเทียบความแตกต่างของถุงใต้ตากับดอลลี่อาย
หลายคนมักสับสนระหว่าง “ถุงใต้ตา” กับ “ดอลลี่อาย” แม้จะมีลักษณะนูนบริเวณใต้ตาคล้ายกัน แต่ความหมายและผลลัพธ์ต่อใบหน้าแตกต่างกันชัดเจน
ถุงใต้ตาเป็นลักษณะของไขมันหรือของเหลวที่นูนออกมาอย่างผิดปกติบริเวณใต้ตาล่าง ทำให้หน้าดูอ่อนล้า และดูมีอายุมากขึ้น ขณะที่ดอลลี่อายเป็นกล้ามเนื้อใต้ตาที่นูนขึ้นเล็กน้อยอย่างเป็นธรรมชาติ ช่วยให้ดวงตาโต ดูสดใส และดูเด็กลง
ดังนั้นดอลลี่อายถือเป็นองค์ประกอบที่ช่วยเสริมความสวยงามของดวงตา ส่วนถุงใต้ตาบวมมักเป็นปัญหาที่หลายคนต้องการแก้ไข
เปรียบเทียบความแตกต่างถุงใต้ตากับขอบตาคล้ำ
ถุงใต้ตาและขอบตาคล้ำมักเกิดร่วมกันได้ แต่มีสาเหตุและลักษณะที่แตกต่างกัน
- ถุงใต้ตา คือการนูนหรือบวมจากไขมัน ของเหลว หรือผิวหย่อนคล้อย
- ขอบตาคล้ำ คือการเปลี่ยนสีผิวใต้ตาให้ดูคล้ำ ดำ หรือหมอง โดยอาจเกิดจากเม็ดสีเมลานิน เส้นเลือด หรือผิวบาง
ในบางรายการอาจมีทั้งถุงใต้ตาบวมและขอบตาคล้ำพร้อมกัน ทำให้ใบหน้าดูโทรมมากขึ้น การรักษาจึงต้องประเมินแยกตามปัญหาไม่สามารถใช้วิธีเดียวกันได้หมด
สรุปเรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับถุงใต้ตา
- ถุงใต้ตาไม่ได้เกิดจากอายุเพียงอย่างเดียว
- พันธุกรรมมีผลต่อการเกิดถุงใต้ตาบวม
- การนอนน้อยหรือทานอาหารเค็มกระตุ้นทำให้ใต้ตาบวม
- ถุงใต้ตาอาจเป็นได้ทั้งแบบชั่วคราวและถาวร
- ถุงใต้ตาแท้เกิดจากไขมันใต้ตา
- ถุงใต้ตาเทียมเกิดจากร่องลึกหรือเงาใต้ตา
- ถุงใต้ตาบวมข้างเดียวไม่ควรมองข้าม
- การนวดช่วยได้เฉพาะกรณีบวมน้ำ
- ไม่ใช่ทุกคนที่เหมาะกับโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์
- การประเมินโดยแพทย์คือสิ่งสำคัญในการรักษา
วิธีลดถุงใต้ตาแบบธรรมชาติและปรับพฤติกรรม (ลดบวม)
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือการใช้ชีวิตประจำวัน เป็นปัจจัยสำคัญซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่จะช่วยป้องกันและลดการเกิดปัญหาถุงใต้ตาบวม
การพักผ่อนให้เพียงพอ
การนอนหลับที่เพียงพออย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงต่อคืน ช่วยลดอาการใต้ตาบวมและความหมองคล้ำใต้ตา เนื่องจากร่างกายได้ฟื้นฟูเซลล์ผิวอย่างเต็มที่ ลดการคั่งของน้ำและความอ่อนล้าของกล้ามเนื้อรอบดวงตา
ประคบเย็น/ถุงชา
การประคบเย็นบริเวณใต้ตาช่วยลดการอักเสบและบวมได้ดี ส่วนถุงชาที่ผ่านการชงมาแล้วและยังอุ่น ๆ อยู่ยังช่วยบรรเทาอาการบวมและคลายกล้ามเนื้อบริเวณรอบดวงตา ควรใช้อย่างน้อยวันละ 10-15 นาที
การนวดลดถุงใต้ตา
การนวดเบา ๆ รอบดวงตาช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนเลือดและน้ำเหลือง ลดการคั่งของน้ำและบวม ควรทำอย่างเบามือ ไม่กดแรง และควรทำอย่างต่อเนื่องเพื่อผลลัพธ์ที่ดี
การรับประทานอาหารที่ดี
ควรรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง เช่น ผักผลไม้สด และอาหารที่มีโพแทสเซียมสูง เช่น กล้วย ช่วยลดการบวมน้ำ นอกจากนี้ ควรดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวันเพื่อช่วยขจัดสารพิษ ลดใต้ตาบวม
หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่กระตุ้น
หลีกเลี่ยงการนอนดึก การใช้สายตามากเกินไป การสูบบุหรี่ การขยี้ตาแรง ๆ และการรับประทานอาหารเค็มจัด เพราะสิ่งเหล่านี้สามารถกระตุ้นให้ถุงใต้ตาบวมและดำคล้ำมากขึ้น
หัตถการและศัลยกรรมลดถุงใต้ตา
สำหรับคนที่ต้องการผลลัพธ์ชัดเจนและรวดเร็ว การเลือกใช้หัตถการหรือศัลยกรรมลดถุงใต้ตาเป็นทางเลือกที่นิยมมากขึ้น โดยแต่ละวิธีมีข้อดีและเหมาะกับปัญหาที่แตกต่างกัน
-
การทำโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา
โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์เป็นวิธีฉีดสารเติมเต็มบริเวณร่องลึกใต้ตา ช่วยพรางถุงใต้ตาและเงาดำโดยไม่ต้องผ่าตัด และยังช่วยปรับผิวให้เรียบเนียน เส้นริ้วรอยใต้ตาตื้นขึ้น หลังทำเห็นผลการเปลี่ยนแปลงได้เลย โดยไม่ต้องเสียเวลาพักฟื้น เหมาะกับผู้ที่ถุงใต้ตาไม่ใหญ่มาก
-
การทำโปรแกรม Hifu / โปรแกรม Ultraformer / โปรแกรม Ultherapy
วิธีลดปัญหาถุงใต้ตาบวมด้วยการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงกระตุ้นการสร้างและฟื้นฟูเส้ยใยคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ช่วยยกกระชับผิวใต้ตา ลดความหย่อนคล้อย ลดบวม ลดริ้วรอย เหมาะกับผู้ที่มีถุงใต้ตาเริ่มต้นและต้องการฟื้นฟูผิวแบบเร่งด่วน ชะลอปัญหาผิวใต้ตาที่เกิดขึ้นตามอายุที่มากขึ้น
-
การใช้คลื่น Radio Frequency (RF) / โปรแกรม Thermage
ต่อมาเป็นการทำโปรแกรม Thermage บริเวณรอบดวงตา ด้วยการใช้พลังงานคลื่นวิทยุความถี่สูง หรือ RF เพื่อกระชับผิวและกระตุ้นคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ช่วยลดเลือนริ้วรอยและความหย่อนคล้อยของผิวใต้ตา ทำให้ผิวดูเนียนเรียบและกระชับขึ้นโดยไม่ต้องผ่าตัดและไม่ต้องพักฟื้น
-
การดูดไขมันถุงใต้ตา
สำหรับการดูดไขมันที่บริเวณใต้ตา เป็นหัตถการที่ใช้เข็มขนาดเล็กดูดไขมันใต้ตาออก เหมาะกับผู้ที่มีถุงใต้ตาขนาดเล็กถึงกลางและไม่มีหนังตาหย่อนมาก วิธีนี้เจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว และช่วยให้ผิวใต้ตาดูเรียบเนียนขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
-
การผ่าตัดถุงใต้ตา
วิธีแก้ไขที่ได้ผลถาวรและตรงจุด เหมาะกับผู้ที่มีถุงใต้ตาขนาดใหญ่และหนังตาหย่อน มีเทคนิคหลัก 2 แบบคือ
-
การผ่าตัดถุงใต้ตาเทคนิคไร้แผล (แผลด้านในเปลือกตา)
ซึ่งเป็นวิธีการผ่าตัดที่ได้รับความนิยม เนื่องจากแผลจะซ่อนอยู่ด้านในเปลือกตา จึงไม่เห็นแผลด้านนอก เหมาะกับผู้ที่มีไขมันใต้ตาแต่มีผิวหนังหย่อนไม่มากนัก
-
การผ่าตัดถุงใต้ตาแผลด้านนอก
เป็นวิธีการผ่าตัดโดยเย็บแผลให้อยู่บริเวณใต้ขอบตาล่าง เหมาะกับผู้ที่มีไขมันและหนังตาหย่อนร่วมด้วย ช่วยยกกระชับผิวหนังให้เรียบเนียนขึ้นและฟื้นฟูโครงสร้างผิวโดยรวมให้ดูอ่อนเยาว์
-
-
รักษาถุงใต้ตาด้วยเลเซอร์
การรักษาถุงใต้ตาด้วยเลเซอร์เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยฟื้นฟูผิวรอบดวงตาโดยเลเซอร์จะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ลดความหย่อนคล้อย และปรับคุณภาพผิวให้เรียบเหมาะกับผู้ที่มีถุงใต้ตาขนาดเล็กถึงปานกลาง หรือมีใต้ตาหมองคล้ำร่วมด้วย ข้อดีของการทำเลเซอร์คือไม่ต้องผ่าตัด ฟื้นตัวได้อย่างราบรื่น และสามารถทำหัตถการอื่น ๆ เพื่อให้ผลลัพธ์เป็นไปตามต้องการ
การเตรียมตัวก่อนทำหัตถการหรือผ่าตัดแก้ไขถุงใต้ตา
การเตรียมตัวที่ดีเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้การทำหัตถการหรือผ่าตัดถุงใต้ตาเป็นไปอย่างปลอดภัยและได้ผลลัพธ์ที่ดี รวมถึงการวางแผนล่วงหน้าและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์จะช่วยลดความเสี่ยงและทำให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น
- แจ้งประวัติสุขภาพและยาที่ใช้อย่างครบถ้วนกับแพทย์
- หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้อักเสบหรือยาแอสไพรินก่อนผ่าตัดประมาณ 1- 2 สัปดาห์
- งดสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนและหลังการรักษา
- งดอาหารเสริมหรือสมุนไพรที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น วิตามินอี น้ำมันปลา
- จัดเตรียมเวลาพักฟื้นอย่างเพียงพอหลังทำหัตถการหรือผ่าตัด
- ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับอาการแพ้หรือโรคประจำตัวที่อาจมีผลต่อการรักษา
- ในกรณีที่ต้องมีการผ่าตัด ใช้ยาชา ยานอนหลับ ควรมีผู้ติดตามมาด้วย เพื่อช่วยเหลือในการเดินทางกลับบ้าน
การดูแลตัวเองหลังทำหัตถการหรือผ่าตัดแก้ไขถุงใต้ตา
หลังจากทำหัตถการหรือการทำผ่าตัดถุงใต้ตา การดูแลตัวเองอย่างถูกต้องจะช่วยลดอาการบวม ฟกช้ำ และเร่งให้ผิวฟื้นตัวได้เร็วขึ้น รวมถึงลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน และทำให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติ
- ประคบเย็นในช่วง 48 ชั่วโมงแรก เพื่อช่วยลดบวมและช้ำ
- นอนยกศีรษะสูงในช่วง 2-3 วันแรก ลดการคั่งของของเหลวบริเวณใต้ตา
- หลีกเลี่ยงการแต่งหน้า การขยี้ตา หรือสัมผัสแรง ๆ บริเวณรอบดวงตา
- รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
- งดกิจกรรมที่ทำให้เลือดสูบฉีด เช่น ออกกำลังกายหนักหรืออบซาวน่า ประมาณ 1-2 สัปดาห์
- หลีกเลี่ยงแสงแดดจัด ควรใส่แว่นกันแดดเมื่อต้องออกนอกบ้าน
- เข้าตรวจติดตามผลกับแพทย์ตามนัด เพื่อดูความเรียบร้อยของแผลหรือผลลัพธ์
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นและวิธีป้องกัน
แม้การลดถุงใต้ตาทั้งในรูปแบบหัตถการและการผ่าตัดจะมีความปลอดภัย แต่ก็ยังมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ในบางกรณี โดยเฉพาะหากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมหรือเลือกทำกับแพทย์ที่ขาดประสบการณ์การรักษา ซึ่งการรู้เท่าทันความเสี่ยงและป้องกันไว้ล่วงหน้าจะช่วยลดปัญหาได้อย่างมาก
- อาการบวม ช้ำ หรือเจ็บ มักพบได้ในช่วงแรก และจะค่อย ๆ ดีขึ้นภายในไม่กี่วัน
- สีผิวคล้ำชั่วคราว อาจเกิดจากรอยช้ำใต้ผิว ควรหลีกเลี่ยงการโดนแดด
- กรณีรุนแรง เช่น การฉีดสารเติมเต็มเข้าเส้นเลือด อาจทำให้เกิดเนื้อตายหรือส่งผลต่อการมองเห็น (แม้พบได้น้อยมาก แต่ถือเป็นภาวะฉุกเฉิน)
- การติดเชื้อที่แผล หากดูแลไม่สะอาด หรือไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์
- ผลลัพธ์ไม่เท่ากัน หรือผิวไม่เรียบ อาจเกิดจากเทคนิคการรักษาหรือการดูแลหลังทำ
- การเกิดพังผืดหรือแผลเป็น โดยเฉพาะในกรณีผ่าตัดที่มีแผลภายนอก
สำหรับการลดถุงใต้ตาควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ที่มีประสบการณ์และมีทักษะการรักษาเฉพาะทาง เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อน และให้ผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการ รวมถึงการดูแลให้เกิดความปลอดภัย ซึ่งจะส่งผลต่อผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาว
วิธีป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาถุงใต้ตา
แม้ว่าปัญหาใต้ตาจะพบได้มากในช่วงอายุที่เพิ่มมากขึ้น แต่หากมีการดูแลตัวเองตั้งแต่เนิ่น ๆ โดยไม่ต้องรอให้ถุงใต้ตาเกิดขึ้น จะช่วยชะลอหรือป้องกันได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น พักผ่อนน้อย ดื่มน้ำน้อย หรือมีกรรมพันธุ์ร่วมด้วย
พักผ่อนให้เพียงพอและมีคุณภาพ
การนอนหลับอย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง และหลับลึก หรือการนอนหลับอย่างมีคุณภาพ ช่วยลดการกักเก็บน้ำใต้ตา ลดอาการบวม และทำให้ผิวรอบดวงตาดูสดใส
ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ
การดื่มน้ำวันละ 2 ลิตร ช่วยให้ระบบน้ำเหลืองไหลเวียนดี ลดการบวมน้ำ และทำให้ผิวใต้ตาไม่แห้งเหี่ยว เพิ่มความชุ่มชื่น รวมถึงยังส่งผลดีกับโครงสร้างผิวแบบองค์รวม
รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ลดโซเดียม
งดอาหารรสเค็มจัดเพราะปริมาณโซเดียมที่มากเกินกว่าเกณฑ์จะทำให้เกิดอาการบวมน้ำ โดยแนะนำให้เน้นทานผักผลไม้ที่อุดมด้วยวิตามินซี อี และคอลลาเจน เพื่อช่วยดูแลความยืดหยุ่นของผิวบริเวณใต้ตา
หลีกเลี่ยงการขยี้ตาบ่อย
การถูหรือขยี้ตาแรง ๆ เป็นประจำอาจทำให้เส้นเลือดฝอยใต้ตาเสียหาย และกระตุ้นให้ถุงใต้ตาเกิดขึ้นเร็วขึ้น รวมถึงหากเป็นกรณีที่มีปัญหาใต้ตาบวมจากภาวะภูมิแพ้ ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นให้อาการกำเริบ
ทาครีมบำรุงรอบดวงตาที่เหมาะสม
เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน มีสารบำรุงผิว เช่น เปปไทด์ คาเฟอีน หรือไฮยาลูโรนิก ช่วยลดบวมและเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว หรือทาครีมร่วมกับการนวดเพื่อปรับระบบไหลเวียนเลือด (นวดจากหัวตาไล่ไปหางตาอย่างเบามือ)
จัดการความเครียด
ความเครียดสะสมส่งผลให้ฮอร์โมนเสียสมดุล กระทบต่อผิวพรรณ รวมถึงทำให้เกิดการนอนหลับที่ไม่มีคุณภาพ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุของถุงใต้ตา จึงควรลดความเครียด โดยการหากิจกรรมผ่อนคลายหรือกิจกรรมที่ชื่นชอบทำเป็นประจำ
Dr. Wanchalerm Chungsiriwattana
License Number (M.D.) 44595
หมอชวนคุยกับปัญหาถุงใต้ตากวนใจ
สิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหานี้ต้องอยู่ที่การประเมินให้ถูกจุดก่อนเสมอ ไม่ใช่ทุกเคสจะเหมาะกับโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ หรือการผ่าตัด เพราะบางรายเพียงแค่ลดการบวมน้ำ ปรับพฤติกรรม หรือใช้การทำโปรแกรมเลเซอร์ที่เป็นพลังงานยกกระชับก็เพียงพอแล้ว
ขณะเดียวกัน หากเป็นถุงใต้ตาจากไขมันที่ดันชัดเจน ก็อาจต้องพิจารณาหัตถการขั้นลึกขึ้น เช่น การดูดไขมันหรือการผ่าตัดด้วยเทคนิคไร้แผลที่เน้นความเป็นธรรมชาติ ในฐานะแพทย์ที่ดูแลเรื่องนี้โดยตรง หมอแนะนำว่า ไม่ควรตัดสินใจจากรีวิวหรือราคาก่อนเสมอ แต่ควรให้แพทย์ประเมินใบหน้าแบบองค์รวม เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาสวยกลมกลืนครับ”
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับปัญหาถุงใต้ตา (FAQ)
Q: ถุงใต้ตามีทุกคนไหม
โดยธรรมชาติแล้ว ทุกคนมีไขมันใต้ตาอยู่บ้าง แต่จะเห็นชัดหรือไม่ ขึ้นอยู่กับพันธุกรรม โครงสร้างผิว และปัจจัยแวดล้อม หากผิวแข็งแรงและกระชับอาจทำให้ถุงใต้ตาเห็นไม่เด่นชัดเลยก็ได้
Q: ถุงใต้ตาในผู้สูงอายุเกิดจากอะไร
ในผู้สูงอายุถุงใต้ตามักเกิดจากการเสื่อมสภาพของโครงสร้างตามวัย ทั้งการลดลงของคอลลาเจน กล้ามเนื้อรอบดวงตาอ่อนแรง และไขมันใต้ตาที่เคลื่อนตัวออกมาชัดเจน ร่วมกับผิวหนังที่หย่อนคล้อย ทำให้ถุงใต้ตาดูใหญ่และเห็นชัดมากขึ้น การแก้ไขมักใช้การผ่าตัดหรือหัตถการที่ช่วยยกกระชับควบคู่กัน
Q: ผ่าตัดถุงใต้ตาอยู่ได้กี่ปี
การผ่าตัดถุงใต้ตามักให้ผลลัพธ์ถาวรในเรื่องการลดไขมันหรือเนื้อเยื่อที่เป็นถุง แต่ผิวและโครงสร้างรอบดวงตายังสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามวัย ดังนั้น ผลลัพธ์อาจคงอยู่ได้หลายปี ส่วนใหญ่ประมาณ 5–10 ปี ขึ้นกับการดูแลและสภาพผิวแต่ละบุคคล
Q: ถุงใต้ตาเป็นกรรมพันธุ์ไหม
ถุงใต้ตาบวมมีโอกาสเกิดจากกรรมพันธุ์สูง หากในครอบครัวมีประวัติถุงใต้ตาชัดเจน ก็มีแนวโน้มที่จะเกิดกับคนในครอบครัวได้เช่นกัน นอกจากนี้ ปัจจัยอื่น ๆ อย่างพฤติกรรมการใช้ชีวิตก็มีผลร่วมด้วย
Q: ดอลลี่อายกับถุงใต้ตาอันเดียวกันไหม
ไม่เหมือนกัน โดยดอลลี่อาย คือ ลักษณะของตาที่ดูโตกลมสดใส ใต้ตามีลักษณะนูนขึ้นเล็กน้อยอย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้ดวงตาดูหวานและเด็ก ส่วนถุงใต้ตาเป็นลักษณะบวม นูนออกอย่างผิดปกติ ใต้ตาล่าง ซึ่งมักทำให้ดูเหนื่อยล้าหรือมีอายุมากขึ้น
Q: ผ่าตัดถุงใต้ตากี่วันหาย
โดยทั่วไป อาการบวมและฟกช้ำจะค่อย ๆ ลดลงใน 7-14 วันหลังผ่าตัด ส่วนผลลัพธ์ชัดเจนและเข้าที่เต็มที่มักใช้เวลาประมาณ 1-3 เดือน ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลและการดูแลหลังทำ
Q: ถุงใต้ตา นวดได้ไหม
นวดได้ในกรณีที่ถุงใต้ตาบวมจากการไหลเวียนไม่ดี เช่น นอนน้อยหรือพักผ่อนไม่เพียงพอ แต่หากเกิดจากไขมันสะสม การนวดจะไม่ช่วยลดถุงใต้ตา และอาจทำให้ผิวหย่อนคล้อยมากขึ้นได้ในระยะยาว
Q: ถุงใต้ตาบวมเกิดจากภูมิแพ้ได้ไหม
ถุงใต้ตาเกิดได้จากโรคภูมิแพ้ โดยเฉพาะโรคแพ้อากาศหรือเยื่อจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ อาจทำให้หลอดเลือดรอบดวงตาขยายตัว เกิดอาการบวมใต้ตา โดยเฉพาะตอนตื่นนอนหรือช่วงที่อาการกำเริบ แต่เป็นอาการบวมชั่วคราว ไม่ใช่ไขมันสะสมแบบถุงใต้ตาถาวร
Q: ถุงใต้ตาหายเองได้ไหม
ถุงใต้ตาบางประเภทสามารถหายเองได้ เช่น อาการบวมจากการนอนไม่พอหรือแพ้อากาศ เมื่อพักผ่อนเพียงพอและลดสิ่งกระตุ้นอาการบวมก็จะดีขึ้น แต่ถ้าเป็นถุงใต้ตาจากไขมันสะสมหรือผิวหนังหย่อนคล้อย จะไม่หายเองและอาจต้องรักษาด้วยหัตถการทางการแพทย์
Q: หลังตัดถุงใต้ตาห้ามกินอะไร
หลังผ่าตัดควรหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด อาหารหมักดอง อาหารเค็มจัด และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะอาจทำให้บวมช้ำมากขึ้น รวมถึงงดอาหารที่อาจกระตุ้นการอักเสบ เช่น อาหารทะเลบางชนิด ในช่วง 5-7 วันแรกหลังทำ
Q: ถุงใต้ตาใหญ่เกิดจากอะไร
ส่วนมากเกิดจากไขมันบริเวณใต้ตาที่ดันตัวออกมามากขึ้น โดยอาจมีสาเหตุมาจากพันธุกรรม การเสื่อมของกล้ามเนื้อรอบดวงตาตามอายุ หรือพฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่ทำให้เกิดการบวมสะสม เช่น การนอนน้อย ดื่มน้ำน้อย หรือขยี้ตาบ่อย ๆ
Q: ตัดถุงใต้ตากับโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์อันไหนดีกว่า
ขึ้นอยู่กับสาเหตุของปัญหาใต้ตา ถ้ามี “ถุงไขมันใต้ตาชัดเจน” การผ่าตัดจะให้ผลลัพธ์ที่ชัดและถาวรกว่า แต่ถ้าเป็นเพียงร่องใต้ตาลึกหรือใต้ตาดูอ่อนล้าโดยมีถุงไขมันไม่มาก การทำโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ถุงใต้ตาสามารถช่วยเติมเต็มให้ดูสดใสขึ้นได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์และให้แพทย์ประเมินก่อนตัดสินใจ
Q: หัตถการลดถุงใต้ตาแต่ละประเภทมีความแตกต่างกันอย่างไร และเลือกวิธีไหนดี?
หัตถการลดถุงใต้ตามีหลายวิธี เช่น โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ เหมาะกับคนที่มีถุงใต้ตาเล็ก, โปรแกรมเลเซอร์และคลื่น RF กระชับผิว ลดบวม เหมาะกับผิวเริ่มหย่อนคล้อย, การดูดไขมัน เหมาะกับผู้ที่มีไขมันใต้ตาสะสม และผ่าตัดถุงใต้ตา เหมาะกับเคสที่ถุงใหญ่และหย่อนมาก ซึ่งในแต่ละบุคคลต่างก็มีปัญหาใต้ตาและความต้องการแก้ไขที่แตกต่างกัน ดังนั้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินอย่างละเอียด
Q: แก้ไขถุงใต้ตาที่ AM International Hospital แตกต่างจากที่อื่นอย่างไร?
การแก้ไขปัญหาถุงใต้ตาที่ AM International Hospital แตกต่างด้วยทีมแพทย์ที่มีทักษะและมีความชำนาญครบทุกด้าน ทั้งการผ่าตัดผสานกับเทคนิคซ่อนแผล เจ็บน้อย ระยะพักฟื้นสั้น และการใช้สารเติมเต็มคุณภาพสูง ร่วมกับเทคนิคโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์แบบ “Triple Layer Lift” เพื่อผลลัพธ์ที่ดูละมุนเป็นธรรมชาติ พร้อมเทคโนโลยีเลเซอร์รุ่นใหม่ที่ช่วยลดรอยแผลและฟื้นตัวไวยิ่งขึ้น โรงพยาบาลยังมีมาตรฐานการดูแลให้ปลอดภัย ปลอดเชื้อ ทันสมัย และบริการดูแลหลังการรักษา After Care เพื่อความมั่นใจของผู้เข้ารับบริการ
สรุป ปัญหาถุงใต้ตา แก้ไขได้ด้วยหัตถการที่ถูกต้อง
ถุงใต้ตาเป็นปัญหาที่หลายคนเผชิญ แต่สามารถแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยหัตถการที่เหมาะสมตามสภาพปัญหาแต่ละบุคคล การเลือกทำการรักษากับแพทย์ที่มีทักษะความรู้และมีประสบการณ์ ผสานกับการใช้เทคนิคทันสมัยจะช่วยให้ผลลัพธ์ออกมาดูเป็นธรรมชาติ มีการดูแลให้เกิความปลอดภัย และสามารถตอบโจทย์กับปัญหาใต้ตาที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ การดูแลตัวเองทั้งก่อนและหลังทำก็สำคัญไม่แพ้กัน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและช่วยให้มีความมั่นใจเพิ่มมากขึ้น ใบหน้าโดยรวมดูอ่อนวัย ใต้ตากลับมาดูสดใสอีกครั้ง