การโปรแกรมร้อยไหม ถือเป็นหนึ่งในหัตถการด้านความงามที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน เพราะช่วยยกกระชับผิวหน้าโดยไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้นนาน ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติ และช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในระยะยาว แต่สำหรับใครสนใจ การตัดสินใจอีกหนึ่งปัจจัยอยู่ที่ โปรแกรมร้อยไหม ราคาเท่าไหร่? เราจะพามาอธิบายที่ส่งผลต่อราคาการทำโปรแกรมร้อยไหมชนิดต่าง ๆ พร้อมข้อมูลเกี่ยวกับประเภทของไหม เทคนิคที่ใช้ และการเตรียมตัวก่อน-หลังทำโปรแกรมร้อยไหมอย่างละเอียด เพื่อให้คุณตัดสินใจได้อย่างสบายใจ
เลือกอ่านตามหัวข้อด้านล่าง
ราคาโปรแกรมร้อยไหมยกกระชับแบบต่าง ๆ
ราคาโปรแกรมร้อยไหมที่เราเห็นตามเว็บไซต์ต่าง ๆ หรือโฆษณา มักมีความแตกต่างกันพอสมควร โดยบางแห่งเริ่มต้นที่หลักพัก แต่บางแห่งอาจไปถึงหลักหมื่นหรือมากกว่านั้น ซึ่งปัจจัยที่ทำให้โปรแกรมร้อยไหม ราคาไม่เท่ากัน มีดังนี้
- ชนิดของไหมที่ใช้ ไหมที่ใช้ในการร้อยมีหลายชนิด ทั้งไหมละลาย ไหมไม่ละลาย ไหมโครตาข่าย หรือไหมคอลลาเจน ซึ่งแต่ละแบบมีราคาต้นทุนแตกต่างกัน
- เทคนิคของแพทย์ แพทย์ที่มีความชำนาญมักมีเทคทิคเฉพาะให้การทำโปรแกรมร้อยไหมได้ผลลัพธ์ดี และลดความเสี่ยงของผลข้างเคียง
- จำนวนเส้นไหมที่ใช้ ยิ่งใช้จำนวนเส้นไหมมาก ราคาก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย เพราะต้องการแรงดึงและการยกกระชับที่มากขึ้น
- พื้นที่ทำโปรแกรมร้อยไหม โปรแกรมร้อยไหมบริเวณกรอบหน้า หน้าผาก แก้ม หรือลำคอ ราคาย่อมแตกต่างตามขนาดพื้นที่และความซับซ้อนของบริเวณ
- การบริการของคลินิก คลินิกที่มีมาตรฐาน เครื่องมือสะอาด และใช้วัสดุคุณภาพ มักจะมีราคาสูงกว่า แต่ช่วยลดความเสี่ยงเรื่องผลข้างเคียง
ดังนั้นก่อนตัดสินใจอย่าดูแค่ว่าเป็นโปรแกรมร้อยไหมราคาถูก เพียงอย่างเดียว ควรพิจารณาความการดูแลให้ความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของคลินิกร่วมด้วย
ราคาโปรแกรมร้อยไหมยกกระชับแบบต่าง ๆ
ราคาโปรแกรมร้อยไหมนั้นมีความหลากหลายอย่างมาก ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ประเภทของวัสดุ, ลักษณะของเส้นไหมที่ใช้ในการรักษา, จำนวนเส้นไหม, บริเวณที่ทำ, ประสบการณ์ของแพทย์, และมาตรฐานของคลินิกหรือโรงพยาบาล
ในบทความนี้ AM จะจัดหมวดหมู่ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อราคาและประสิทธิภาพคือ วัสดุและเทคนิคเฉพาะที่เลือกใช้ เพราะวัสดุแต่ละชนิดมีคุณสมบัติในการสลายตัวและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนที่แตกต่างกัน ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลักที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ได้แก่
1. ไหม PDO (Polydioxanone)
2. ไหม PLLA (Poly-L-Lactic Acid)
ไหม PLLA เป็นวัสดุที่มีประสิทธิภาพในการกระตุ้นคอลลาเจนได้สูง และมีการสลายตัวช้ากว่าไหม PDO (ประมาณ 12–18 เดือน) โดยโปรแกรมร้อยไหมราคาเริ่มต้นโดยประมาณ 15,000 – 25,000 บาท คุณสมบัติเด่น คือช่วยให้เกิดการกระตุ้นคอลลาเจนอย่างต่อเนื่องและยาวนาน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ที่ค่อยเป็นค่อยไปและดูเป็นธรรมชาติ
3. ไหม PCL (Polycaprolactone)
ไหม PCL มีความยืดหยุ่นสูงและสลายตัวช้าที่สุดในสามประเภทนี้ (ประมาณ 18-24 เดือน) ราคาเริ่มต้นโดยประมาณ 18,000-30,000 บาท คุณสมบัติเด่นคือสามารถคงอยู่ในผิวและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้ยาวนาน จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ของการยกกระชับที่อยู่ได้ระยะยาว
4. ไหม APTOS (Anti-Ptosis Thread)
ไหม APTOS เป็นแบรนด์ไหมที่มีชื่อเสียงอย่างมาก และมีการพัฒนาเทคนิคการร้อยและลักษณะของไหมอย่างต่อเนื่อง ราคาเริ่มต้นโดยประมาณ 30,000-60,000 บาทขึ้นไป (ขึ้นอยู่กับชนิดของไหม APTOS และความซับซ้อนของเคส) คุณสมบัติเด่น คือมีโครงสร้างไหมที่ซับซ้อน ทั้งแบบมีเงี่ยงและปมพิเศษที่ช่วยในการยึดเกาะและกระจายแรงยกกระชับในผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยระดับปานกลางถึงรุนแรง และต้องการผลลัพธ์ที่ยาวนาน
5. ไหม MINT (Minimally Invasive Non-surgical Thread)
โปรแกรมร้อยไหม MINT เป็นไหมชนิด Barbed Thread ที่ผลิตจากวัสดุ PDO หรือ PLLA และมีความแตกต่างที่เทคนิคการขึ้นรูปตะขอโค้ง ทำให้มีประสิทธิภาพในการยึดเกาะและยกกระชับผิวได้ดีและแน่นกว่า ราคาเริ่มต้นโดยประมาณ 20,000-40,000 บาทขึ้นไป โดยมีคุณสมบัติเด่นคือเน้นการยกกระชับร่องแก้มและกรอบหน้าอย่างรวดเร็วและชัดเจน
| หมายเหตุ ราคาที่ระบุเป็นเพียงช่วงราคาเริ่มต้นโดยประมาณ และเป็นราคาของไหมยกกระชับที่เน้นเส้นหลักในการยก (ไม่ใช่ไหม Mono Threads) ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามยี่ห้อ จำนวนเส้นที่ใช้จริง และเทคนิคการร้อยของแพทย์ |
ไหมคอลลาเจนราคาเท่าไร
ราคาสำหรับโปรแกรมร้อยไหมคอลลาเจน เริ่มต้นที่ประมาณ 5,000-15,000 บาท ขึ้นอยู่กับประเภทของวัสดุไหมที่เลือกใช้ และจำนวนเส้นไหมที่ต้องใช้ในการกระตุ้นผิว โปรแกรมร้อยไหมเพื่อกระตุ้นคอลลาเจนส่วนใหญ่จะใช้ไหมชนิด PDO (Polydioxanone) ในรูปแบบเส้นเรียบ (Mono Threads) ซึ่งมีราคาเริ่มต้นที่ไม่สูงมากนัก และช่วยเพิ่มความแน่นฟูของผิว
อย่างไรก็ตาม หากเพื่อการยกกระชับที่ชัดเจน โปรแกรมร้อยไหมราคาจะสูงขึ้นตามจำนวนเส้นและเทคโนโลยีของไหมที่แพทย์เลือกใช้ เช่น ไหม PLLA หรือ PCL ที่มีคุณสมบัติในการกระตุ้นและคงอยู่ในผิวได้ยาวนานกว่า ซึ่งมีราคาสูงกว่าไหม PDO ทั่วไป
โปรแกรมร้อยไหมเหมาะกับใคร
- ช่วงอายุ ผู้ที่มีอายุระหว่าง 30-55 ปี ซึ่งเริ่มมีปัญหาผิวหย่อนคล้อยเล็กน้อยถึงปานกลางตามวัย
- ปัญหาผิว ผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยบริเวณกรอบหน้า แก้ม คาง หรือใต้ตา ที่เกิดจากการสูญเสียคอลลาเจน
- ผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้า ต้องการปรับรูปหน้าให้ดูเรียวชัดขึ้น เช่น กรอบหน้าที่ไม่ชัด หรือแนวแก้มที่หย่อนเล็กน้อย
- ผู้ที่หลีกเลี่ยงการผ่าตัด ต้องการยกกระชับผิวโดยไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้นนาน และสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
- ผู้ที่ต้องการเสริมผลลัพธ์ ผู้ที่เคยทำหัตถการอื่น ๆ มาก่อน เช่น โปรแกรมโบท็อกซ์ หรือโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ แล้วรู้สึกว่ายังไม่ได้ผลลัพธ์เรื่องความกระชับเท่าที่ต้องการ
วิธีการเตรียมตัวก่อนทำโปรแกรมร้อยไหม
- งดยาและอาหารเสริมบางชนิด หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น แอสไพริน วิตามินอี น้ำมันปลา หรืออาหารเสริมบางชนิด อย่างน้อย 1 สัปดาห์ ก่อนทำ
- งดเครื่องดื่มกระตุ้น งดแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ล่วงหน้าประมาณ 3-5 วัน เพราะอาจรบกวนการฟื้นตัวของผิวและการไหลเวียนเลือด
- แจ้งข้อมูลแพทย์ หากมีโรคประจำตัว ประวัติการแพ้ยา หรือกำลังใช้ยาและอาหารเสริมใด ๆ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบล่วงหน้าอย่างละเอียด
- เตรียมร่างกายให้พร้อม ควรพักผ่อนให้เพียงพอและดื่มน้ำมาก ๆ ในช่วงก่อนเข้ารับบริการ เพื่อให้ร่างกายอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์และพร้อมสำหรับการฟื้นฟูหลังทำ
วิธีดูแลหลังทำโปรแกรมร้อยไหม
- ประคบเย็นบริเวณที่บวมช้ำใน 24 ชั่วโมงแรก
- หลีกเลี่ยงการแต่งหน้า หรือจับใบหน้าแรง ๆ ประมาณ 3-5 วัน
- งดออกกำลังกายหนัก หรือทำกิจกรรมที่มีแรงสั่นสะเทือน เช่น การนวดหน้า หรือขัดหน้า
- หลีกเลี่ยงแสงแดดและความร้อน อย่างน้อย 1 สัปดาห์
- ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด และกลับไปติดตามผลตามนัดหมาย
สรุปบทความ
สำหรับโปรแกรมร้อยไหม ราคาจะมีความแตกต่างกันไปตามปัจจัยหลายประการ เพราะการทำโปรแกรมร้อยไหมเป็นวิธีมีประสิทธิภาพในการยกกระชับในการยกกระชับผิวหน้าโดยไม่ต้องผ่าตัด แต่ก่อนตัดสินใจควรศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้าน ทั้งเรื่องชนิดของไหม เทคนิคที่ใช้ และการดูแลหลังทำ
ใครที่กำลังสนใจอยากยกกระชับหน้าให้ดูอ่อนเยาว์แบบไม่ต้องพักฟื้นนาน การทำโปรแกรมร้อยไหมอาจเป็นคำตอบที่น่าสนใจ แต่อย่าลืมเลือกสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน แพทย์ผู้ชำนาญการ และวางแผนเรื่องงบให้เหมาะสมกับตัวเอง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์และคุ้มค่า
Post Info
Social Media







