
การเดินถือเป็นการออกกำลังกายที่ง่ายอย่างมาก แต่หลายคนอาจยังสงสัยว่าการออกกำลังกายด้วยการเดิน 1 กิโล เบิร์นได้กี่แคลกันแน่ ทั้งนี้ คำตอบอาจไม่ได้ตายตัวเสมอไป เพราะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ตั้งแต่น้ำหนักตัว ความเร็วในการเดิน และสภาพร่างกายของแต่ละคน
ดังนั้น การเข้าใจกระบวนการเผาผลาญแคลอรีจากการเดินร่วมกับปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ จะช่วยให้เราวางแผนการดูแลสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น วันนี้ AM International Hospital จะพาไปดูกันว่าเดิน 1 กิโล เท่ากับกี่แคลอรี พร้อมสูตรคำนวณที่ใช้กันจริง รวมถึงเคล็ดลับเล็ก ๆ ที่ช่วยให้การเดินธรรมดา กลายเป็นการเบิร์นพลังงานที่ได้ผลมากกว่าเดิม
การเดิน 1 กิโลเมตรเบิร์นได้กี่แคลอรี โดยทั่วไปสามารถช่วยเผาผลาญพลังงานได้ตั้งแต่ประมาณ 50 – 100 กิโลแคลอรี ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวและความเร็วที่เดิน ยิ่งน้ำหนักมากหรือเดินเร็ว ร่างกายก็จะใช้พลังงานมากขึ้นโดยอัตโนมัติ
หลักการง่าย ๆ คือ น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) มักสัมพันธ์กับแคลอรีที่เผาผลาญต่อกิโลเมตร เช่น ผู้ที่มีน้ำหนัก 70 กิโลกรัม จะเผาผลาญใกล้เคียงกับ 70 กิโลแคลอรีต่อการเดิน 1 กิโลเมตร แม้ว่าการเดินจะเป็นการเคลื่อนไหวเบา ๆ แต่ถ้าทำต่อเนื่องก็ช่วยกระตุ้นการเผาผลาญ ลดไขมันได้ดี และยังส่งเสริมสุขภาพที่ดีได้ในระยะยาว
การเดิน 1 กิโล เท่ากับกี่แคลอรี คำตอบที่ได้อาจไม่เหมือนกันทุกคน เพราะร่างกายแต่ละคนมีระบบการเผาผลาญแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับปัจจัยอย่างเรื่องน้ำหนักตัว ความเร็ว หรือสภาพเส้นทาง ล้วนมีผลต่อจำนวนแคลอรีที่เผาผลาญได้ หากเข้าใจองค์ประกอบเหล่านี้ ก็จะช่วยให้เราออกแบบการเดินเพื่อสุขภาพและควบคุมน้ำหนักได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
การเผาผลาญแคลอรีสัมพันธ์โดยตรงกับน้ำหนักตัว ยิ่งร่างกายมีน้ำหนักมาก ก็ต้องใช้พลังงานมากขึ้นเพื่อเคลื่อนที่ไปข้างหน้า ตัวอย่างเช่น คนที่น้ำหนักขึ้นจาก 60 เป็น 70 กิโลกรัม จะใช้พลังงานในการเดินระยะทางเท่ากันมากกว่าเดิม การคำนวณแคลอรีจึงมักอ้างอิงจากน้ำหนักตัวเป็นหลัก
การเดินเร็ว คือ การเดินด้วยจังหวะที่เร็วขึ้นกว่าปกติ จนเริ่มรู้สึกหายใจแรงเล็กน้อย แต่ยังพูดคุยได้ การเพิ่มความเร็วทำให้กล้ามเนื้อและหัวใจทำงานมากขึ้น ร่างกายจึงใช้พลังงานมากขึ้นตามไปด้วย ยิ่งเดินเร็วต่อเนื่อง 20 – 30 นาที จะช่วยกระตุ้นการเผาผลาญไขมัน และทำให้หัวใจแข็งแรงขึ้น การเดินเร็วยังเหมาะกับคนที่อยากลดน้ำหนักแบบค่อยเป็นค่อยไป ปั้นหุ่นลีน โดยไม่ต้องออกแรงหนักเหมือนการวิ่ง
การเดินบนทางขึ้นเนินหรือเนินชัน ทำให้ร่างกายต้องออกแรงมากกว่าการเดินบนพื้นราบ เพราะกล้ามเนื้อต้องทำงานหนักเพื่อพยุงตัวขึ้นตามความชัน การเดินขึ้นเนินช่วยเผาผลาญแคลอรีได้มากขึ้น อีกทั้งยังเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขา น่อง และสะโพก ทำให้ขาเรียวกระชับและกล้ามเนื้อแน่นขึ้น นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มความทนทานของหัวใจและปอด จึงเหมาะกับคนที่อยากเพิ่มความเข้มข้นในการเดินโดยไม่ต้องใช้เวลาเยอะ
จากที่เราได้รู้กันแล้วว่า การเดิน 1 กิโล เบิร์นได้กี่แคลอรี ต่อมาเป็นการคำนวณด้วยวิธีง่าย ๆ คือ ใช้หลักการประเมินตามน้ำหนักตัวและระยะทาง โดยสามารถทำตามขั้นตอนดังนี้
น้ำหนักตัว (กก.) | เดินบนพื้นราบ (แคลอรี) | เดินเร็ว/Brisk Walk (แคลอรี) | เดินขึ้นเนิน (แคลอรี) |
50 | 50 | 60 – 70 | 78 – 80 |
60 | 60 | 72 – 84 | 90 – 95 |
70 | 70 | 84 – 98 | 105 – 110 |
80 | 80 | 96 – 112 | 120 – 125 |
90 | 90 | 108 – 126 | 135 – 140 |
อีกวิธีหนึ่งในการประเมินแคลอรีจากการเดิน คือ ใช้ค่า METs (Metabolic Equivalents) ซึ่งเป็นหน่วยวัดความเข้มข้นของกิจกรรมทางกาย ซึ่งมีสูตรการคำนวณง่าย ๆ ที่สามารถนำไปใช้ได้คือ
แคลอรีที่เผาผลาญ = ค่า MET × น้ำหนักตัว (กก.) ×เวลา (ชั่วโมง) |
ตัวอย่างเช่น การเดินช้า ๆ มีค่า MET ประมาณ 3.0 ถ้าน้ำหนัก 65 กก. เดิน 20 นาที (0.33 ชั่วโมง) จะเผาผลาญพลังงานราว ๆ ใช้สูตรคำนวณและได้ค่า ดังนี้ 3.0 × 65 × 0.33 = 64 แคลอรี
ข้อดีของวิธีนี้ คือ สามารถปรับค่า MET ตาม “ความเร็วและความชัน” ได้ เช่น เดินเร็วอาจมีค่า MET ประมาณ 5 – 6 และเดินขึ้นเนินอาจสูงกว่า 6 – 7 ทำให้สามารถประเมินแคลอรีได้แม่นยำขึ้นตามลักษณะการเดินของแต่ละคน
ประเภทการเดิน | ค่า MET | น้ำหนัก 60 กก. (แคลอรี/30 นาที) | น้ำหนัก 70 กก. (แคลอรี/30 นาที) | น้ำหนัก 80 กก. (แคลอรี/30 นาที) |
เดินช้า (2–3 กม./ชม.) | 3.0 | 90 | 105 | 120 |
เดินปานกลาง (4 กม./ชม.) | 3.8 | 114 | 133 | 152 |
เดินเร็ว Brisk Walk (5–6 กม./ชม.) | 5.0 | 150 | 175 | 200 |
เดินขึ้นเนิน / ทางชัน | 6.5 | 195 | 228 | 260 |
โดยทั่วไปการเผาผลาญแคลอรีใกล้เคียงกัน แต่การเดินนอกบ้านอาจใช้พลังงานมากขึ้นเล็กน้อยเพราะต้องปรับตัวกับพื้นผิวและแรงต้านลม ขณะที่เดินบนลู่มีความสม่ำเสมอและแรงต้านน้อยกว่า
การเดินเพื่อช่วยลดน้ำหนัก แนะนำให้เริ่มเดิน 3 – 5 กิโลเมตรต่อวัน หรือประมาณ 6,000 – 10,000 ก้าวต่อวัน หากเดินเร็วหรือการเดินขึ้นเนินชัน จะช่วยเผาผลาญแคลอรีได้มากขึ้นและเห็นผลเร็วกว่า
สำหรับการเลือกเดินในทั้งสองช่วงเวลามีประโยชน์ต่างกัน หากเป็นการเดินตอนเช้าจะช่วยกระตุ้นพลังงานและระบบเผาผลาญให้ทำงานตลอดวัน ส่วนเดินตอนเย็นจะช่วยผ่อนคลายความเครียด และส่งเสริมการนอนหลับ ดังนั้น เราสามารถเลือกเวลาให้เหมาะกับตารางชีวิตและความสะดวกของตัวเองได้ตามต้องการ
การเดิน 1 กิโล เท่ากับกี่แคลอรี เชื่อว่าหลายคนเข้าใจหลักการคำนวณ ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเผาผลาญ รวมถึงสามารถหาค่ากันได้แล้ว ตอนนี้ถึงคราวที่ต้องนำมาปรับใช้เพื่อการเดินที่ช่วยเผาผลาญพลังงาน กระชับกล้ามเนื้อ และเสริมสุขภาพหัวใจได้ในทุกวัน เพียงเริ่มต้นจากก้าวเล็ก ๆ ตามตารางแนะนำหรือจำนวนกิโลเมตรที่เหมาะสม เราก็จะสามารถสร้างเสริมสุขภาพดีไปพร้อมกับลดน้ำหนักและเพิ่มความแข็งแรงของร่างกายได้อย่างต่อเนื่อง
Social Media
You details has been successfully submitted. Thanks!