ดูดไขมัน ลดสัดส่วน พร้อมปรับรูปร่างให้กระชับ ดูแลโดยทีมแพทย์

ดูดไขมัน

ดูดไขมัน เป็นวิธีที่ช่วยลดไขมันเฉพาะจุดที่ลดได้ยาก ปรับรูปร่างให้ได้สัดส่วนมากขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่มีน้ำหนักตัวค่อนข้างคงที่ แต่ยังมีไขมันในบางบริเวณที่ลดได้ยาก แม้จะควบคุมอาหารหรือออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เช่น หน้าท้อง เอว ต้นแขน ต้นขา หรือเหนียงใต้คาง แต่ไม่ใช่วิธีการลดน้ำหนัก โดยก่อนเข้ารับบริการ แพทย์จะประเมินรูปร่างและเลือกเทคนิคที่เหมาะกับแต่ละบุคคล เพื่อวางแผนการรักษาและผลลัพธ์ที่สอดคล้องกับความต้องการ 

Key Takeaway:

  • ดูดไขมันเป็นการลดไขมันสะสมเฉพาะจุดเพื่อปรับรูปร่าง และไม่ใช่วิธีลดน้ำหนัก
  • ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดคือ สัดส่วนกระชับขึ้น รูปร่างดูสมส่วนมากกว่าน้ำหนักตัวที่ลดลง
  • ตำแหน่งที่ดูดไขมันได้ เช่น หน้าท้อง เอว ต้นแขน ต้นขา เหนียง และแผ่นหลัง
  • ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์ เทคนิคที่ใช้ และการดูแลตัวเองหลังทำ
  • ควรเลือกสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐานและอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้มีประสบการณ์ เพื่อการดูแลให้เกิดความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดี
เลือกอ่านตามหัวข้อด้านล่าง

ดูดไขมัน คืออะไร

ดูดไขมัน คือ

ดูดไขมัน (Liposuction) คือ การลดไขมันสะสมใต้ผิวหนัง ด้วยการใช้เครื่องแยกเซลล์ไขมันให้มีขนาดเซลล์เล็กลงและดูดออกมาจากร่างกาย ซึ่งเป็นวิธีที่ตอบโจทย์กลุ่มที่มีปัญหาไขมันเฉพาะจุดที่ยังไม่สามารถแก้ได้ด้วยการออกกำลังกายหรือควบคุมอาหาร โดยการดูดไขมันจะช่วยปรับรูปร่างให้มีความสมส่วนยิ่งขึ้น แต่ทั้งนี้การดูดไขมันไม่ใช่การลดน้ำหนัก แต่เน้นการปรับแต่งสัดส่วนให้ตรงตามความต้องการของผู้เข้ารับบริการ

ใครที่เหมาะและไม่เหมาะกับการดูดไขมัน

ดูดไขมันอาจจะเป็นการลดไขมันส่วนเกินที่ได้ผลชัดเจน แต่ก็ต้องยอมรับครับว่าการดูดไขมันอาจไม่ได้เหมาะกับทุกคน เพราะยังถือว่าเป็นการผ่าตัดอย่างหนึ่งที่ต้องผ่านขั้นตอนหลายอย่าง 

ใครที่เหมาะกับการดูดไขมัน

  • คนที่มีไขมันใต้ผิวหนังสะสมเยอะ ทำให้มีปัญหาเรื่องสัดส่วนรูปร่าง
  • คนที่มีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ไม่เกิน 30 (หากสูงกว่านี้ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจ)
  • คนที่น้ำหนักคงที่มาตลอดระยะเวลา 6-12 เดือน หรือลดน้ำหนักมาแล้วไม่ลง
  • คนที่มีสัดส่วนไม่สมดุล ต้องการกำจัดไขมันส่วนเกินเฉพาะจุด

ใครที่ไม่เหมาะกับการดูดไขมัน

  • คนที่มีโรคประจำตัว ได้แก่ มะเร็ง เบาหวาน โรคอ้วน ความดันสูง แพ้ภูมิตัวเอง หรือโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดและหัวใจ เป็นต้น (แนะนำให้สอบถามแพทย์เพื่อข้อมูลที่ถูกต้อง)
  • คนที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ หรือเป็นผู้ติดเชื้อเฮชไอวี (HIV) มีความเสี่ยงติดเชื้อได้ง่าย
  • คนที่มีโรคซึ่งควบคุมได้ยาก เช่น โรคหอบหืด ลมบ้าหมู ไทรอยด์ เป็นต้น
  • คนที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยรุนแรง (แนะนำให้ตัดหนังหน้าท้องจะเหมาะสมกว่า)

ข้อดีและข้อเสียของดูดไขมัน

แม้ว่าดูดไขมันจะเป็นวิธีที่สามารถปรับรูปร่างได้อย่างชัดเจนและรวดเร็ว แต่ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียที่ควรพิจารณาก่อนตัดสินใจ เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายและความคาดหวังของแต่ละบุคคล

ข้อดีของการดูดไขมัน

  • ลดไขมันเฉพาะจุดได้อย่างรวดเร็ว เหมาะสำหรับบริเวณที่แม้จะควบคุมอาหารหรือออกกำลังกายแล้วก็ยังลดได้ยาก เช่น หน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา เหนียง หรือเอว
  • ปรับรูปร่างให้สมส่วน ช่วยเสริมให้สัดส่วนของร่างกายดูสมดุลและกระชับขึ้น เช่น การสร้างเอวคอด ขาเรียว หรือแขนเล็กลง
  • เห็นผลได้เลยหลังทำ (บางส่วน) แม้จะมีอาการบวมในระยะแรก แต่โดยรวมสามารถเห็นรูปร่างที่เปลี่ยนแปลงได้ในเวลาอันสั้น
  • มีเทคโนโลยีหลากหลายที่ช่วยลดโอกาสผลข้างเคียงไม่พึงประสงค์ เช่น เทคโนโลยีที่ช่วยลดไขมันและกระชับผิวในขั้นตอนเดียว ลดความเสี่ยงในการเกิดผิวไม่เรียบ
  • สามารถนำไขมันไปเติมในจุดอื่นของร่างกาย เช่น เติมไขมันหน้าอก สะโพก หรือใบหน้า

ข้อเสียของการดูดไขมัน

  • มีความเสี่ยงจากการผ่าตัด เช่น การติดเชื้อ เลือดออก บวมช้ำ ผิวไม่เรียบ หรือเกิดพังผืด หากทำโดยแพทย์ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญ
  • ต้องมีระยะพักฟื้น ผู้เข้ารับการดูดไขมันควรพักผ่อนและหลีกเลี่ยงกิจกรรมหนักประมาณ 1-2 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับบริเวณและเทคนิคที่ใช้
  • แม้จะดูดไขมันออกไปแล้ว แต่หากมีพฤติกรรมการกินหรือการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม ไขมันใหม่ก็สามารถกลับมาสะสมได้อีก
  • ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง โดยเฉพาะหากต้องการทำหลายตำแหน่งพร้อมกัน เป็นการดูดไขมันทั้งตัว หรือเลือกใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและปลอดภัยมากขึ้น

ดูดไขมัน ตำแหน่งไหนได้บ้าง

ตำแหน่งที่นิยมดูดไขมัน

ดูดไขมันสามารถทำได้หลายบริเวณ โดยมีเป้าหมายเพื่อกำจัดไขมันสะสมเฉพาะจุดที่ลดได้ยากจากการควบคุมอาหารหรือออกกำลังกาย ช่วยปรับสัดส่วนให้รูปร่างดูสมดุลมากขึ้น ตำแหน่งที่สามารถดูดไขมันได้ขึ้นอยู่กับปัญหาและโครงสร้างร่างกายของแต่ละบุคคล โดยแพทย์จะประเมินเพื่อเลือกแนวทางที่เหมาะสม 

  • ดูดไขมันเหนียงและกรอบหน้า ช่วยลดไขมันบริเวณใต้คางและกรอบหน้า เพื่อช่วยให้ใกรอบหน้าชัด
  • ดูดไขมันต้นแขน ลดไขมันบริเวณต้นแขนโดยรอบ เพื่อให้แขนดูเรียวและกระชับขึ้น
  • ดูดไขมันหน้าท้อง ช่วยลดไขมันสะสมที่หน้าท้องส่วนบน หน้าท้องส่วนล่าง และพุงหมาน้อย 
  • ดูดไขมันเอว ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เพื่อช่วยให้สัดส่วนช่วงลำตัวมีส่วนเว้าส่วนโค้ง
  • ดูดไขมันปีกหลังและแผ่นหลัง ลดไขมันส่วนเกินบริเวณแผ่นหลัง ปีกเสื้อใน และรอยพับด้านหลัง 
  • ดูดไขมันต้นขา ลดไขมันต้นขาด้านใน ด้านนอก และรอบเข่า เพื่อช่วยปรับสัดส่วนช่วงขาให้เรียวขึ้น
  • ดูดไขมันน่อง ช่วยลดไขมันสะสมบริเวณน่องในบางราย เพื่อช่วยปรับสัดส่วนช่วงขาให้ดูสมดุลมากขึ้น
  • ดูดไขมันหน้าอกผู้ชาย (Gynecomastia) ช่วยลดไขมันบริเวณหน้าอกในผู้ชายที่มีภาวะเต้านมโต โดยแพทย์จะประเมินโครงสร้างและสาเหตุก่อนวางแผนการรักษา

ดูดไขมันมีกี่เทคนิค

เทคนิค การดูดไขมัน แต่ล่ะแบบ

เครื่องดูดไขมันในปัจจุบันมีหลากหลายเทคโนโลยีที่นำมาใช้แยกเซลล์ไขมัน ซึ่งแต่ละชนิดมีการใช้พลังงาน หลักการทำงาน จุดเด่น และคุณสมบัติที่แตกต่างกัน ดังนี้ 

ตารางเปรียบเทียบเครื่องดูดไขมันประเภทต่าง ๆ

ดูดไขมันแบบ Water-Assisted Liposuction (WAL)

การดูดไขมันด้วยพลังงานน้ำ เป็นเทคนิคที่ใช้แรงดันน้ำช่วยแยกเซลล์ไขมันออกจากเนื้อเยื่อ ก่อนดูดไขมันออกจากร่างกาย เช่น โปรแกรม Body-Jet 

  • จุดเด่นคือ ไม่ใช้พลังงานความร้อน จึงช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดความร้อนสะสมบริเวณผิวหนัง
  • เหมาะสำหรับ ผู้ที่ต้องการเก็บเซลล์ไขมันเพื่อนำไปใช้เติมไขมันต่อ 
  • ข้อจำกัดคือ เทคนิคนี้อาจใช้ระยะเวลาในการทำมากกว่า หลังทำต้องรอยุบบวม 1 เดือน และอาจมีของเหลวซึมหลังทำในบางราย

ดูดไขมันด้วยคลื่นเสียง Ultrasound-Assisted Liposuction (UAL)

โดยเทคนิคนี้เป็นการดูดไขมันแบบใช้พลังงานคลื่นเสียงอัลตราซาวด์ช่วยแยกและทำให้เซลล์ไขมันแตกตัวก่อนดูดออก เช่น โปรแกรม Vaser หรือโปรแกรม Ultra Z 

  • จุดเด่นคือ ช่วยจัดการไขมันที่มีปริมาณมากหรือบริเวณที่ต้องการความละเอียดในการทำงาน ดูดออกได้เยอะ ใช้เวลาไม่นาน 
  • เหมาะสำหรับ เคสคนตัวเล็ก ไขมันน้อย (โปรแกรม Ultra Z) เคสพลัสไซซ์ ชั้นไขมันหนา ดูดไขมันผู้ชายที่มีชั้นไขมันเกาะแน่น (โปรแกรม Vaser)
  • ข้อจำกัดคือ เซลล์ไขมันที่ผ่านพลังงานความร้อนจะไม่เหมาะสำหรับนำไปเติมไขมันต่อ และอาจมีอาการบวมในช่วงพักฟื้น

ดูดไขมันแบบ Radiofrequency Assisted Liposuction (RFAL)

เทคนิคที่ใช้พลังงานคลื่นความถี่วิทยุ (Radiofrequency) เพื่อช่วยแยกไขมัน พร้อมส่งพลังงานความร้อนเพื่อช่วยกระชับผิวบริเวณที่ทำ เช่น โปรแกรม BodyTite หรือโปรแกรม FaceTite 

  • จุดเด่นคือ ช่วยเพิ่มความกระชับของผิวในระดับหนึ่ง เปิดแผลเล็ก และมีระบบควบคุมความร้อนเพื่อลดความเสี่ยงต่อผิวด้านนอก 
  • เหมาะสำหรับ เคสที่มีไขมันสะสมร่วมกับผิวหย่อนคล้อยเล็กน้อยถึงปานกลาง และต้องการช่วยปรับสัดส่วนพร้อมเพิ่มความกระชับของผิวในบริเวณเดียวกัน 
  • ข้อจำกัดคือ เทคนิคนี้อาจไม่เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวหย่อนคล้อยมาก ซึ่งอาจต้องพิจารณาวิธีการรักษาอื่นร่วมด้วย

ดูดไขมันด้วยแรงสั่น Power-Assisted Liposuction (PAL)

การดูดไขมันแบบใช้แรงสั่นสะเทือนทำให้ไขมันแตกตัวได้ง่ายขึ้น ลดภาระในการทำงานของแพทย์ และช่วยให้สามารถเก็บรายละเอียดของสัดส่วนได้มากขึ้น เช่น เครื่อง MicroAire PAL 

  • จุดเด่นคือ ไม่ใช้พลังงานความร้อน และสามารถใช้ในบริเวณที่ต้องการความละเอียดในการปรับรูปร่างได้ดี 
  • เหมาะสำหรับ เคสที่ทำโปรแกรมดูดไขมัน Sexy Line หรือซิกแพค
  • ข้อจำกัดคือ ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแพทย์ และอาจต้องเลือกใช้ร่วมกับเทคนิคอื่นในบางกรณี

ดูดไขมันแบบดั้งเดิม (Conventional Liposuction)

การดูดไขมันแบบดั้งเดิม หรือ SAL (Suction-Assisted Liposuction) เป็นเทคนิคพื้นฐานที่ใช้ท่อดูดไขมัน (Cannula) เชื่อมต่อกับเครื่องดูดสุญญากาศ เพื่อเคลียร์ไขมันใต้ผิวหนัง โดยอาศัยทักษะและประสบการณ์ของแพทย์เป็นหลัก 

  • จุดเด่นคือ ไม่มีการใช้พลังงานความร้อน และสามารถเก็บไขมันเพื่อนำไปใช้เติมไขมันต่อได้ 
  • เหมาะสำหรับ เคสที่มีไขมันสะสมเฉพาะจุดระดับปานกลางถึงมาก และเคสที่ต้องการเติมไขมันต่อ
  • ข้อจำกัดคือ อาจใช้เวลาในการทำมากกว่า ใช้เวลาพักฟื้นนานกว่า อาจช้ำได้ง่ายกว่า และผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับความชำนาญของแพทย์ในการควบคุมทิศทางและระดับความลึกของการดูดไขมัน

ดูดไขมันปั้นสัดส่วน (Liposculpture)

Liposculpture เป็นเทคนิคการดูดไขมันที่เน้นการออกแบบรูปร่างร่วมกับการลดไขมันส่วนเกิน โดยแพทย์จะพิจารณาโครงสร้างร่างกาย แนวกล้ามเนื้อ และสัดส่วนเฉพาะบุคคล เพื่อช่วยสร้างรูปร่างที่ดูสมดุลและเป็นธรรมชาติ เช่น การสร้างร่องกล้ามหน้าท้อง Six-pack การปรับเอว หรือการเพิ่มความชัดเจนของสัดส่วน

  • จุดเด่นคือ สามารถออกแบบรูปร่างให้เหมาะกับแต่ละบุคคล และอาจนำไขมันบางส่วนไปใช้เติมในบริเวณอื่นได้ 
  • เหมาะสำหรับ ผู้ที่ต้องการปั้นสัดส่วนให้ชัดเจนมากกว่าการลดไขมันเพียงอย่างเดียว เช่น การสร้างเอวคอด โปรแกรมดูดไขมัน Sexy Line หรือหน้าท้องลีนแบบ Six-pack 
  • ข้อจำกัดคือ เป็นเทคนิคที่ต้องอาศัยประสบการณ์และความละเอียดในการวางแผน รวมถึงผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับโครงสร้างร่างกายและการดูแลหลังทำของแต่ละบุคคล

เตรียมตัวก่อนดูดไขมันอย่างไร

ดูดไขมัน เตรียมตัวอย่างไร
  • เตรียมข้อมูลเกี่ยวกับขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อให้รับมือกับผลข้างเคียงได้ดีขึ้น
  • ทำการตรวจเลือดและตรวจร่างกาย ตามคำแนะนำของแพทย์อย่างละเอียด เพื่อประเมินความพร้อมของร่างกายก่อนการผ่าตัด
  • แจ้งข้อมูลส่วนตัวทางสุขภาพ เช่น ประวัติการรักษาโรค การใช้ยา การแพ้ยา (ทั้งยาตามแพทย์สั่งและอาหารเสริม) รวมถึงประวัติการติดเชื้อที่สำคัญแก่แพทย์อย่างตรงไปตรงมา
  • นอนหลับพักผ่อน ให้เพียงพออย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงขึ้นไปก่อนวันจริง
  • งดสูบบุหรี่และงดดื่มแอลกอฮอล์ อย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ก่อนผ่าตัด เพราะมีผลต่อการไหลเวียนโลหิตและการสมานตัวของบาดแผล
  • งดน้ำและอาหาร ก่อนดูดไขมันย่างน้อย 8 ชั่วโมงขึ้นไป เพื่อป้องกันภาวะสำลักระหว่างการดมยา หรือการใช้ยาระงับความรู้สึก
  • งดยาและอาหารเสริมที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น NSAIDs, แอสไพริน น้ำมันปลา วิตามินอี และสมุนไพรบางชนิด อย่างน้อย 1–2 สัปดาห์ก่อนทำ (ควรปรึกษาแพทย์ก่อนหยุดยาประจำตัว) 

ขั้นตอนการดูดไขมัน

การดูดไขมัน คือ การศัลยกรรมที่มีขั้นตอนไม่ซับซ้อนมากนัก โดยมีลำดับขั้นตอนหลัก ๆ ดังนี้ 

  1. ปรึกษาแพทย์และวางแผนการรักษา แพทย์ประเมินสุขภาพ โครงสร้างร่างกาย และปริมาณไขมัน เพื่อวางแผนการดูดไขมัน เลือกเทคนิค และกำหนดตำแหน่งที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
  2. เตรียมร่างกายและระงับความรู้สึก พร้อมเลือกวิธีระงับความรู้สึก เช่น ยาชาเฉพาะที่หรือการดมยาสลบ ตามดุลยพินิจของแพทย์และวิสัญญีแพทย์
  3. ฉีดสารละลาย Tumescent แพทย์ฉีดสารละลายเข้าสู่ชั้นไขมันเพื่อช่วยลดการเสียเลือด ลดอาการบวมช้ำ ช่วยให้เซลล์ไขมันแยกตัว และเพิ่มความสะดวกระหว่างการดูดไขมัน
  4. แยกเซลล์ไขมันและดูดไขมันออก แพทย์ใช้เครื่องมือและเทคนิคที่เหมาะสมในการแยกเซลล์ไขมัน ก่อนดูดไขมันส่วนเกินออก เพื่อช่วยปรับสัดส่วนในบริเวณที่ต้องการ
  5. ดูแลผิวและปิดแผล หลังดูดไขมัน แพทย์จะดูแลแผลและประเมินความกระชับของผิว โดยในบางกรณีอาจใช้เทคโนโลยีช่วยกระชับผิวร่วมด้วยตามความเหมาะสม ก่อนปิดแผลและทำแผล
  6. ดูแลหลังการดูดไขมัน โดยจะสวมชุดกระชับทันทีหลังทำ พร้อมพักฟื้นภายใต้การดูแลของทีมแพทย์และพยาบาล ก่อนกลับบ้าน และเข้ารับการติดตามผล รวมถึงการทำโปรแกรม After Care ตามนัด

หลังดูดไขมันต้องดูแลตัวเองอย่างไร

  • ดูแลแผลตามคำแนะนำของแพทย์ และหลีกเลี่ยงไม่ให้แผลเปียกน้ำจนกว่าแผลจะปิดสนิท
  • รับประทานยาให้ครบตามแพทย์สั่ง และมาติดตามอาการตามนัดทุกครั้ง
  • สวมชุดกระชับหลังดูดไขมัน อย่างน้อย 2-3 เดือน โดยเฉพาะใน 1 เดือนแรก ควรใส่ต่อเนื่อง 22 ชั่วโมง (ถอดได้ตอนอาบน้ำและคลายชุดได้ 30-60 นาที 2 ครั้งต่อวัน) เพื่อลดอาการบวมและให้ผิวหนังเข้าที่ 
  • พักผ่อนให้เพียงพอ พร้อมลุกเดินหรือเคลื่อนไหวเบา ๆ เป็นระยะ เพื่อช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต
  • ดื่มน้ำและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้ดี
  • งดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในช่วงพักฟื้น
  • หลีกเลี่ยงยาและอาหารเสริมที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด เว้นแต่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์
  • งดออกกำลังกายหรือยกของหนัก จนกว่าแพทย์จะอนุญาต
  • เข้ารับการดูแลหลังทำ เช่น การนวดระบายน้ำเหลืองหรือโปรแกรมฟื้นฟู ตามคำแนะนำของแพทย์
  • สังเกตอาการผิดปกติ เช่น บวมมากผิดปกติ ปวดรุนแรง มีไข้ หรือแผลมีเลือดออกและรีบติดต่อแพทย์ทันที
หลังดูดไขมัน ที่ AM International Hospital

ผลข้างเคียงหลังดูดไขมัน

ผลข้างเคียงหรืออาการหลังดูดไขมัน สามารถแบ่งได้เป็นอาการที่พบได้ปกติ ซึ่งเป็นกลุ่มอาการที่จะค่อย ๆ บรรเทาลงและหายได้เอง และอาการผิดปกติที่ควรพบแพทย์โดยด่วน

ผลข้างเคียงหลังดูดไขมัน

อาการหลังดูดไขมันที่พบได้ทั่วไป (ปกติ)

  • ปวดตึงหรือระบมบริเวณที่ดูดไขมัน
  • บวมและมีรอยช้ำ ซึ่งจะค่อย ๆ ดีขึ้นตามระยะเวลาฟื้นตัว
  • มีสารน้ำหรือเลือดซึมออกจากแผลเล็กน้อยในช่วง 24–72 ชั่วโมงแรก
  • รู้สึกชาหรือความรู้สึกบริเวณผิวหนังลดลงชั่วคราว
  • ผิวบริเวณที่ทำอาจแข็ง ตึง หรือเป็นก้อนเล็กน้อยในช่วงแรก และค่อย ๆ นุ่มขึ้นเมื่อแผลฟื้นตัว

อาการหลังดูดไขมันที่ผิดปกติ (ควรพบแพทย์)

  • ปวดตึงหรือระบมบริเวณที่ดูดไขมัน
  • บวมและมีรอยช้ำ ซึ่งจะค่อย ๆ ดีขึ้นตามระยะเวลาฟื้นตัว
  • มีสารน้ำหรือเลือดซึมออกจากแผลเล็กน้อยในช่วง 24–72 ชั่วโมงแรก
  • รู้สึกชาหรือความรู้สึกบริเวณผิวหนังลดลงชั่วคราว
  • ผิวบริเวณที่ทำอาจแข็ง ตึง หรือเป็นก้อนเล็กน้อยในช่วงแรก และค่อย ๆ นุ่มขึ้นเมื่อแผลฟื้นตัว

ดูดไขมันที่ AM International Hospital ดีอย่างไร

ดูดไขมันที่ AM International Hospital

การดูดไขมันที่ได้ผลลัพธ์ที่ดี ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคนิคเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงมาตรฐานของสถานพยาบาล การประเมินโดยแพทย์ และการดูแลตลอดทุกขั้นตอน ตั้งแต่ก่อนผ่าตัด ระหว่างผ่าตัด ไปจนถึงการพักฟื้นหลังทำ เพื่อให้ผู้เข้ารับบริการได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและปลอดภัย

นอกจากนี้ยังมีการเลือกใช้เครื่องพลังงานที่เหมาะสมกับเคสนั้น ๆ ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้นั้นไม่ใช่แค่สัดส่วนที่แค่ลีนเท่านั้น แต่ยังมีทั้งมิติที่ทำให้รูปร่างโดยรวมดูดีขึ้น ผิวเรียบเรียนและกระชับ

ดูดไขมันโดยแพทย์ที่มีทักษะ

เพราะการดูดไขมันต้องอาศัยศาสตร์ Sci.&Art โดยแนวการคิดนี้เริ่มจากคุณหมอไอซ์ นพ. วิษณุ เฮ้งสวัสดิ์ (เลข ว. 51179) แพทย์ผู้ชำนาญดูดไขมัน-เติมไขมัน ซึ่งการดูดไขมันนั้นไม่ใช่แค่การเอาไขมันออกอย่างเดียว แต่ต้องมีการออกแบบสัดส่วนให้รับกับสรีระศาสตร์แบบเฉพาะบุคคล ร่วมกับการวิเคราะห์สัดส่วนก่อนทำอย่างละเอียด (Pre-Assessment) 

เทคนิคดูดไขมัน Sci.&Art

ห้องผ่าตัดระบบความดันบวก (Positive Pressure)

AM International Hospital ใช้ห้องผ่าตัดระบบความดันบวก (Positive Pressure) ซึ่งช่วยควบคุมการไหลเวียนของอากาศ ลดโอกาสที่ฝุ่นละอองและเชื้อโรคจากภายนอกจะเข้าสู่ห้องผ่าตัด ช่วยส่งเสริมมาตรฐานด้านความสะอาดและลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อระหว่างผ่าตัด

ห้องผ่าตัดดูดไขมันมาตรฐานโรงพยาบาล AM Inter Hospital

วิสัญญีแพทย์ดูแลแบบ 1 ต่อ 1 (Anesthesiologist)

ในเคสที่ใช้ยาระงับความรู้สึกหรือการดมยาสลบ จะมีวิสัญญีแพทย์คอยประเมิน ติดตามสัญญาณชีพ รวมถึงดูแลในช่วงพักฟื้นอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างเหมาะสมในทุกขั้นตอน

ระบบพักฟื้นผู้ป่วยใน (IPD Standard)

หลังการดูดไขมัน ผู้เข้ารับบริการจะได้รับการดูแลในห้องพักฟื้นมาตรฐาน พร้อมทีมพยาบาลวิชาชีพคอยติดตามอาการอย่างใกล้ชิด 24 ชั่วโมง เพื่อช่วยให้การฟื้นตัวเป็นไปอย่างราบรื่นก่อนกลับบ้าน

ทางเลือกในการปรับรูปร่างสำหรับผู้ที่อาจไม่เหมาะกับการดูดไขมัน

การปรับรูปร่างควรเลือกวิธีที่เหมาะกับปัญหาและความต้องการของแต่ละบุคคล โดยแพทย์จะประเมินสาเหตุของปัญหา เช่น ไขมันสะสม ผิวหย่อนคล้อย หรือความกระชับของกล้ามเนื้อ เพื่อเลือกแนวทางที่เหมาะสม เช่น โปรแกรม J Plasma เฟิร์มผิว, การตัดหนังหน้าท้อง (Tummy Tuck) หรือโปรแกรม TESLA Former เพื่อช่วยปรับสัดส่วนให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล 

ดูดไขมันราคาเท่าไหร่

ราคาดูดไขมันเริ่มต้นจะอยู่ที่ 25,000 บาทขึ้นไป แต่อย่างไรก็ตาม ราคาดูดไขมันมีค่าใช้จ่ายหลายส่วนที่ต้องพิจารณา ซึ่งมีความแตกต่างกันไปตามวิธีที่ใช้ เทคนิค เครื่องมือที่เลือกใช้ และความซับซ้อนของปัญหาสัดส่วน ไปจนถึงเงื่อนไขอื่น ๆ ตามที่สถานพยาบาลนั้นมี โดยแพทย์จะประเมินและแจ้งยอดสุทธิก่อนทำการรักษา

ราคาดูดไขมัน รวมค่าใช้จ่ายส่วนไหนบ้าง?

สำหรับค่าใช้จ่ายในการดูดไขมันนั้นมีหลายส่วนด้วยกัน โดยอาจจะรวมอยู่ในค่าใช้จ่ายเบ็ดเสร็จหรือไม่ก็ได้ ดังนี้

  • ค่าธรรมเนียมแพทย์ผ่าตัด
  • ค่าวางยาสลบโดยวิสัญญีแพทย์
  • ค่าธรรมเนียมบริการของสถานพยาบาล
  • ค่ายาสำหรับทานหลังทำ
  • ค่าบริการห้องพักฟื้น
  • ค่าห้องพัก 1-2 คืน (อาจมีหรือไม่มีก็ได้)
  • ค่าชุดกระชับหลังดูดไขมัน
  • ค่าประกัน

      
โดยส่วนใหญ่แล้ว ค่าดูแลหลังทำหรือค่ายาที่แพทย์สั่งจ่ายอาจจะไม่รวมอยู่ในราคาดูดไขมัน และอาจจะไม่รวมกับค่าประกันด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ให้สอบถามรายละเอียดอย่างชัดเจนที่สุดก่อนตัดสินใจ

รวมรีวิวผลลัพธ์จริง ความสำเร็จจากห้องผ่าตัด (Patient Success Stories)

คุณหมอไอซ์ชวนคุย ควรเลือกดูดไขมันเฉพาะจุด หรือดูดไขมันทั้งตัวดี แบบไหนปลอดภัยกว่ากัน

"ถ้าให้หมอไอซ์แนะนำ การดูดไขมันเฉพาะจุดจะปลอดภัยกว่าในภาพรวมครับ เพราะเราสามารถควบคุมปริมาณไขมันที่ดูดออกได้แม่นยำมากกว่า และช่วยให้เราสามารถควบคุมความเสี่ยงจากการเสียเลือดมากได้ด้วย ซึ่งบางครั้งแค่แก้ไขจุดเล็ก ๆ ก็เปลี่ยนรูปร่างโดยรวมได้แล้วครับ

แต่ในบางเคสที่อยากปรับหลายจุดพร้อมกัน หรือเป็นเคสที่มีไขมันสะสมทั้งตัวเยอะมาก ๆ การดูดไขมันทั้งตัวก็ทำได้ครับ แต่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของหมออย่างใกล้ชิด และจะต้องมีการวางแผนอย่างละเอียดรอบคอบมาก ๆ ที่สำคัญคือ ปริมาณไขมันที่ดูดในแต่ละครั้งต้องไม่มากเกินขีดจำกัดของผู้เข้ารับบริการด้วย"

หมอไอซ์แพทย์ผู้ชำนาญดูดไขมัน ให้คำปรึกษาดูดไขมัน

คำถามรวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการดูดไขมัน

คนที่มีโรคประจำตัว ดูดไขมันได้ไหม?

ยังไม่แนะนำให้ทำ เพราะการดูดสลายไขมันต้องมีการใช้ยาชา ยาสลบ มีการเปิดแผล ต้องทานยา และอาจจะต้องปรับเปลี่ยนการดูแลตัวเองด้วย หากเรามีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน, โรคอ้วน, โรคหัวใจ, ซึมเศร้า, โรคเครียด, กลุ่มที่มีปัญหาโรคหลอดเลือดหรือการไหลเวียนเลือด และกลุ่มผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

การดูดไขมันช่วยลดไขมันเฉพาะจุดและปรับสัดส่วน โดยไขมัน 1 ลิตรมีน้ำหนักประมาณ 0.9 กิโลกรัม จึงมักเห็นรูปร่างเปลี่ยนแปลงชัดกว่าน้ำหนักตัว ทั้งนี้การดูดไขมันไม่สามารถทดแทนการลดน้ำหนักได้ และควรควบคุมอาหารพร้อมออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องเพื่อคงผลลัพธ์ในระยะยาว

จะพักฟื้นอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ครับ โดยระยะเวลาจะนานหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของร่างกาย วิธีการดูแลหลังทำ ตำแหน่งที่เลือก ปริมาณไขมันที่ดูออกมา และความชำนาญของแพทย์ครับ

การดูดไขมันไม่เจ็บครับ เพราะก่อนจะทำการเปิดแผล แพทย์ต้องให้ยาชาหรือ Tumescent เพื่อระงับความเจ็บปวดก่อนอยู่แล้วครับ และเคสส่วนใหญ่ต้องวางยาสลบไปเลยก็มี ทำให้ผู้เข้ารับบริการไม่รู้สึกเจ็บระหว่างสลายไขมัน

เซลล์ไขมันที่ถูกดูดออกจะไม่กลับมาเพิ่มจำนวนในตำแหน่งเดิม แต่หากกลับไปทานอาหารแบบเดิม ไม่มีการควบคุมอาหาร และไม่ออกกำลังกาย อาจทำให้ไขมันกลับมาสะสมใหม่ และสัดส่วนเปลี่ยนแปลงได้อีกครั้ง 

นพ. วิษณุ เฮ้งสวัสดิ์

Dr. Wisanu Hengsavasdi 

License Number (M.D.) 51179

นพ.วันเฉลิม จงสิริวัฒนา

Dr. Wanchalerm Chungsiriwattana

License Number (M.D.) 44595

นพ.ณัฐภาส งามอุดมเกียรติ

Dr. Natthaphas Ngamudomkiat
License Number (M.D.) 51088

นพ.บุญชัย หนึ่งฤทัยกุล

Dr. Boonchai Neungreuthaikul
License Number (M.D.) 51137

นพ.ชานนท์ โรหิตรัตนะ

Dr. Chanon Rohitratana

License Number (M.D.) 66403

สรุป ดูดไขมัน

การดูดไขมันเป็นการศัลยกรรมเพื่อลดไขมันสะสมเฉพาะจุดและปรับรูปร่าง ไม่ใช่วิธีลดน้ำหนักหรือรักษาไขมันในช่องท้อง ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดคือ สัดส่วนที่กระชับขึ้น รูปร่างดูสมส่วนมากขึ้น และช่วยเพิ่มความมั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์และความปลอดภัยขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์ เทคนิคที่เลือกใช้ รวมถึงการดูแลตัวเองหลังทำ ดังนั้น การเลือกสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐานและอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้มีทักษะ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้การดูดไขมันเป็นได้ผลลัพธ์ที่เหมาะสม 

โปรโมชั่นสุดพิเศษ
ลงทะเบียนติดต่อเรา

ปรึกษาแพทย์ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมรับ
โปรโมชั่นก่อนใคร

ลงทะเบียนติดต่อเรา

ปรึกษาแพทย์ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมรับโปรโมชั่นก่อนใคร

Thank You!

You details has been successfully submitted. Thanks!

ขอบคุณ!

ข้อมูลของคุณถูกส่งเรียบร้อยแล้ว 

ขอบคุณข้อเสนอแนะติชม