
การดูดไขมันถือเป็นศัลยกรรมรูปแบบหนึ่งที่ต้องมีการเปิดแผลหลายตำแหน่ง ทำให้หลายคนอดที่จะสงสัยไม่ได้ว่าแท้จริงแล้ว “การดูดไขมัน เจ็บไหม?” ขั้นตอนไหนเจ็บที่สุด
แน่นอนว่าทุกคนมีระดับความทนทานต่อความรู้สึกเจ็บที่แตกต่างกัน แต่เพื่อให้ชัดเจนยิ่งขึ้น AM Internaltional Hospital ที่ให้บริการเคสดูดไขมันมาหลายเคส จะอธิบายถึงความเจ็บในแต่ละขั้นตอน ตั้งแต่ก่อนการดูดไขมัน ระหว่างการทำ และหลังการดูดไขมัน เพื่อช่วยให้ทุกคนเข้าใจเกี่ยวกับความเจ็บที่เกิดขึ้นในการดูดไขมันดียิ่งขึ้น แต่ขอใบ้นิดนึงว่าดูดไขมันไม่ได้น่ากลัวหรือเจ็บจนทนไม่ไหวอย่างที่หลายคนกำลังจินตนาการแน่นอน!
ถ้าถามว่า “ดูดไขมันเจ็บไหม?” เอเอ็มขอบอกตามตรงจากประสบการณ์ดูแลเคสหลายเคสว่า ความเจ็บแต่อยู่ในระดับที่ทนได้ เพราะแผลที่เปิดมีขนาดเล็กมากเพียง 3-5 มิลลิเมตรเท่านั้น ที่สำคัญคือมีการใช้ยาชาช่วยระงับความรู้สึกตลอดการดูดไขมัน ทำให้ระหว่างที่แพทย์กำลังจัดการกับไขมัน เราจะแทบไม่รู้สึกเจ็บเลย แต่อาจจะเริ่มมีความรู้สึกตึง ๆ หรือระบมบ้างหลังจากที่ยาชาเริ่มหมดฤทธิ์เท่านั้น
มาดูกันว่าในแต่ละขั้นตอนของการดูดไขมันนั้น ในช่วงก่อนทำ ระหว่างทำ และหลังทำ ขั้นตอนไหนของการดูดไขมันเจ็บจริง!
ก่อนดูดไขมัน เจ็บไหม? ช่วงเตรียมตัวนี้เจ็บน้อยมากจนแทบไม่รู้สึกเลย เพราะเป็นการตรวจเช็กความพร้อมของร่างกายทั่วไป จะมีจังหวะที่รู้สึกจี๊ด ๆ เหมือนมดกัดแค่ตอนที่วิสัญญีแพทย์เริ่มเดินยาชาหรือให้น้ำเกลือเพื่อเตรียมระงับความรู้สึกเท่านั้น ซึ่งเป็นระดับที่หลายคนสามารถทนได้สบายมาก ทีมพยาบาลของเอเอ็มจะคอยชวนคุยให้ผ่อนคลายตลอดเวลา ดังนั้นไม่ต้องกังวลเลย
ในระหว่างขั้นตอนดูดไขมัน ความเจ็บจะถูกระงับไว้ เพราะยาชาและยาสลบกำลังออกฤทธิ์เต็มที่ โดยเฉพาะเคสที่ยาสลบเราจะหลับไปแบบไม่รู้ตัว ส่วนเคสยาชาอาจจะแค่รู้สึกตึง ๆ หรือเหมือนมีแรงดันเบา ๆ ใต้ผิวหนังเวลาเครื่องมือขยับผ่านจุดที่ไขมันบาง ซึ่งผู้เข้ารับบริการจะได้รับการดูแลให้ปลอดภัยตลอดเวลาโดยทีมพยาบาล วิสัญญีแพทย์ และแพทย์ดูดไขมัน
หลังดูดไขมันเสร็จ เมื่อยาชาหมดฤทธิ์ถือเป็นบทพิสูจน์เลยก็ว่าได้ เพราะหลังจากนี้ อาการระบมจะเริ่มมาทักทาย อารมณ์จะคล้ายการระบมกล้ามเนื้อหลังเราไปออกกำลังกายหนัก ๆ มา ซึ่งถือว่าเป็นช่วงที่รู้สึกได้เยอะกว่าขั้นตอนอื่น แต่ปกติจะมียาแก้ปวดและยาลดอักเสบจัดเตรียมไว้ให้เพื่อบรรเทาอาการ และความรู้สึกระบมเหล่านี้จะค่อย ๆ จางลงต่อเนื่องภายใน 1-2 สัปดาห์
สรุปคือเทคโนโลยีการดูดไขมันในปัจจุบันนี้ ช่วยให้การดูดไขมันเจ็บน้อยลงกว่าเมื่อก่อนมาก ทั้งการระงับความรู้สึกและการดูแลหลังทำที่ครอบคลุม ช่วยให้เราก้าวข้ามความกลัวเรื่องความเจ็บไปได้เลย เพื่อแลกกับหุ่นที่ดูเป็นธรรมชาติและมั่นใจกว่าเดิม
หากกำลังสงสัยว่า “ความเจ็บ” ของการดูดไขมันแต่ละแบบเทียบกับเหตุการณ์ในชีวิตจริงแล้วเป็นอย่างไร ลองเช็กระดับความรู้สึกผ่านการเปรียบเทียบเหล่านี้ดู
โดยสรุปคือ หากเทียบกับความเจ็บปวดที่รุนแรงที่สุดอย่างการคลอดลูก พบว่าการคลอดลูกธรรมชาติเจ็บกว่าการดูดไขมันทุกรูปแบบถึง 2-3 เท่า ดังนั้นสำหรับคุณแม่ที่ผ่านการคลอดบุตรมาแล้ว การดูดไขมันจะกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปทันที
ส่วนระดับความเจ็บในช่วง 1-3 วันแรกหลังทำ จะไม่ได้เจ็บแบบแผลสด แต่จะให้ความรู้สึกเหมือนอาการระบมกล้ามเนื้อหลังจากออกกำลังกายหนัก ๆ (DOMS) มากกว่าปกติประมาณ 2 เท่า ซึ่งเป็นความรู้สึกตึงระบมที่จัดการได้ด้วยยาแก้ปวดทั่วไป
แม้ว่าการดูดไขมันจะได้รับความนิยมและมีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้น แต่ความรู้สึกเจ็บปวดก็ยังเป็นข้อกังวลหลักสำหรับหลายคน ซึ่งจริง ๆ แล้ว ความเจ็บที่เกิดขึ้นจากการดูดไขมันนั้นอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งจากวิธีการที่ใช้ดูดไขมัน ประเภทเครื่องดูดไขมัน ความชำนาญของแพทย์ และสภาพร่างกายของแต่ละคนด้วย เรามาดูกันว่าสาเหตุใดบ้างที่ส่งผลต่อความเจ็บปวดระหว่างและหลังการดูดไขมัน
ปริมาณไขมันและบริเวณที่ต้องการดูดมีผลต่อความรู้สึกหลังทำโดยตรง หากดูดในปริมาณมากหรือเป็นพื้นที่กว้าง ร่างกายอาจบวมและระบมมากขึ้น โดยเฉพาะดูดไขมันผู้ชายที่มักจะมีไขมันที่แน่นและแข็งกว่าผู้หญิง รวมถึงบางตำแหน่งอย่างหน้าท้อง เอว หรือหลัง ที่มีเส้นประสาทและการขยับตัวบ่อย จึงอาจรู้สึกตึงหรือเจ็บมากกว่าเล็กน้อยในช่วงแรก แต่อาการเหล่านี้ถือเป็นปกติและจะค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อร่างกายฟื้นตัว
บริเวณที่ทำการดูดไขมันส่งผลต่อความเจ็บปวดเช่นกัน บางพื้นที่ของร่างกายมีความไวต่อความเจ็บมากกว่าพื้นที่อื่น เช่น บริเวณหน้าท้องที่มีเส้นประสาทจำนวนมากอาจทำให้รู้สึกเจ็บมากกว่าการดูดไขมันบริเวณต้นขาหรือแขน หรือแม้แต่ในบริเวณที่ชั้นไขมันบางก็มีความเสี่ยงที่จะเจ็บจากการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อได้เช่นกัน ดังนั้น บริเวณที่ทำการดูดไขมันที่ต่างกันย่อมส่งผลในด้านระดับความเจ็บที่ต่างกันไปด้วย
เทคนิคการดูดไขมันที่ใช้มีผลต่อระดับความเจ็บในการดูดไขมันอย่างวิธีการแบบดั้งเดิม (Traditional Liposuction) มักทำให้เกิดอาการบาดเจ็บ ฟกช้ำ และบวมมากกว่าการใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น การดูดไขมันพลังงานน้ำ ซึ่งใช้พลังงานน้ำในการกำจัดไขมันอย่างอ่อนโยนก่อนดูดออก ทำให้ร่างกายได้รับบาดเจ็บน้อยลง เนื่องจากไม่ได้เป็นการสร้างความร้อนใต้ผิว นอกจากนี้ ไขมันที่ได้ยังเป็นเซลล์ไขมันที่ดีสามารถนำไปใช้เติมในส่วนที่ขาดต่อได้ด้วย (หรือที่เรียกว่าการเติมไขมัน)
ชนิดของยาชาที่ใช้ในการดูดไขมันก็สามารถส่งผลต่อความเจ็บได้โดยตรง หากใช้ยาชาเฉพาะจุดอาจรู้สึกถึงแรงในการดูดไขมันหรือความรู้สึกบีบในระหว่างการทำเล็กน้อย แต่หากใช้ยาสลบจะไม่รู้สึกอะไรเลยตลอดขั้นตอน จนกระทั่งหลังจากยาชาหมดฤทธิ์จึงจะเริ่มรับรู้ถึงความเจ็บระบม ทั้งนี้ ระดับความเจ็บปวดก็จะขึ้นอยู่กับปริมาณยาที่ได้รับได้ด้วยเช่นกัน
สภาพร่างกายของแต่ละบุคคลมีบทบาทสำคัญต่อระดับความเจ็บหลังดูดไขมัน เช่น คนที่มีผิวหนังหนาจะมีความทนทานต่อความเจ็บสูง อาจรู้สึกเจ็บน้อยกว่าคนที่ผิวบางหรือมีประวัติการแพ้ยาชา นอกจากนี้ ดูดไขมันเจ็บมากน้อยแค่ไหนหรือหลังดูดไขมันพักฟื้นกี่วัน ปัจจัยเรื่องอายุก็อาจเป็นปัจจัยอีกประการหนึ่งที่สำคัญ เพราะคนที่อายุน้อยกว่ามักฟื้นตัวได้เร็วและรู้สึกเจ็บน้อยกว่าคนที่อายุมากที่ค่อนข้างฟื้นตัวได้ช้ากว่านั่นเอง
สรุป การเข้าใจปัจจัยเหล่านี้สามารถช่วยให้เราสามารถเตรียมพร้อมตัวเองได้ดีขึ้นก่อนตัดสินใจดูดไขมัน และรู้ว่าจะสามารถรับมือกับความเจ็บปวดในแต่ละช่วงของการดูดไขมันได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งสาเหตุทั้ง 5 ข้อนี้ยังช่วยคลายข้อสงสัยว่าการดูดไขมัน เจ็บไหม เจ็บเพราะอะไรได้บ้าง
หวังว่าคนที่กำลังตัดสินใจดูดไขมันจะลดความกังวลในเรื่องนี้ไปได้ เพราะการดูดไขมันก็เหมือนการทำศัลยกรรมอื่น ๆ ที่มีความเจ็บในระดับที่ทนได้ ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดไว้ แต่ทั้งนี้ความเจ็บจะลดลงได้เร็วก็ต้องอาศัยความชำนาญของแพทย์ 70% และการดูแลตัวเองที่ดีอีก 30%
หลังจากการดูดไขมันแล้ว การดูแลตัวเองอย่างถูกต้องถือเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยลดอาการเจ็บปวดและเร่งการฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาเป็นปกติได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ การปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ยังช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนและทำให้ผลลัพธ์จากการดูดไขมันออกมาสวยที่สุดด้วย มาดูกันว่าควรดูแลตัวเองอย่างไรอาการเจ็บหายเร็ว หุ่นสวยเข้าที่ได้อย่างราบรื่น พร้อมอวดหุ่นใหม่ทันใช้!
หลังจากการดูดไขมัน แพทย์จะแนะนำให้สวมชุดกระชับหลังดูดไขมันเพื่อช่วยลดอาการบวมและช้ำ ซึ่งเป็นชุดกระชับสำหรับการดูดไขมันโดยเฉพาะ จะช่วยกระชับบริเวณที่ดูดไขมัน ทำให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น ลดอาการน้ำใต้ผิว (Seroma) ป้องกันปัญหาก้อนแข็ง ก้อนไต ที่สำคัญคือช่วยลดอาการเจ็บปวดในช่วง 2-4 สัปดาห์แรกหลังการดูดไขมัน ทั้งนี้ ควรใส่ตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี
อาการปวดและไม่สบายตัวที่เกิดขึ้นหลังการดูดไขมันเป็นเรื่องปกติ และสามารถบรรเทาได้ด้วยการใช้ยาลดปวดที่แพทย์จ่าย ยาที่ใช้ส่วนใหญ่จะเป็นยาลดปวดชนิดอ่อนที่ไม่ทำให้รู้สึกง่วงหรือมีผลข้างเคียง แต่หากมีอาการปวดรุนแรงหรืออาการที่ไม่ปกติ ควรปรึกษาแพทย์ทันที
บริเวณที่มีเปิดแผลเพื่อดูดไขมันจะมีแผลขนาดเล็ก ๆ ซึ่งควรทำความสะอาดตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อป้องกันการติดเชื้อ การใช้ผ้าพันแผลและทำแผลใหม่เป็นประจำจะช่วยให้แผลหายเร็วขึ้นและลดโอกาสเกิดการอักเสบ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผลลัพธ์ไม่สวยและรู้สึกเจ็บหลังทำนานขึ้น
การพักผ่อนอย่างเพียงพอเป็นสิ่งสำคัญในการฟื้นตัวหลังการดูดไขมัน ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหรือกิจกรรมที่ใช้แรงหนักในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก และควรนอนหลับให้เพียงพอ 8 ชม. ต่อวัน เพื่อให้ร่างกายสามารถซ่อมแซมและฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่
ในช่วง 1-2 วันแรกหลังการดูดไขมัน การประคบเย็นบริเวณที่ดูดไขมันจะช่วยลดอาการบวมและอาการเจ็บได้ดี ควรทำการประคบเบา ๆ ไม่กดแรงเกินไป ไม่ควรประคบเป็นเวลานานเกินไป และจะต้องไม่ให้ผิวสัมผัสกับวัสดุที่ใช้ประคบโดยตรง เพื่อป้องกันการระคายเคืองของผิวหนังหรือการติดเชื้อ
หลังการดูดไขมัน ร่างกายต้องการการฟื้นฟูอย่างมาก ดังนั้นการดื่มน้ำให้เพียงพอและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผักผลไม้ ซุปฟักทอง และโปรตีน จะช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น ทั้งยังช่วยลดอาการบวมและเจ็บได้อีกด้วย นอกจากนี้ หมอแนะนำให้หลีกเลี่ยงอาหารเค็ม อาหารทะเล ของกึ่งดิบกึ่งสุก หรืออาหารที่มีโซเดียมสูง จะช่วยลดการเกิดอาการแทรกซ้อนในร่างกาย ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการบวมและอักเสบ
จะเห็นว่าการดูแลหลังการดูดไขมันอย่างถูกวิธีไม่ยากเลย แต่ต้องหมั่นดูแลอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะช่วยลดความเจ็บปวดและเร่งให้ร่างกายฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ได้ผลลัพธ์ที่สวยตามที่คาดหวังเอาไว้ โดยไม่มีอาการแทรกซ้อน ได้ออกไปใช้ชีวิตกับหุ่นใหม่อย่างเต็มที่ยิ่งขึ้นด้วย!
หลายคนเป็นกังวลว่าดูดไขมันเจ็บมากไหม กลัวว่าหลังทำวันแรกจะเจ็บจนนอนไม่หลับ โดยทั่วไป คืนแรกหลังดูดไขมันอาจมีอาการปวดตึง เจ็บระบม จากการบวมและแรงดึงของผิว แต่ไม่ถึงขั้นเจ็บจนนอนไม่ได้ในทุกราย แพทย์จะให้ยาบรรเทาปวดและแนะนำวิธีดูแลที่เหมาะสม ซึ่งช่วยให้พักผ่อนได้ดีขึ้น อาการมักค่อย ๆ ดีขึ้นภายใน 2–3 วันแรก
ช่วงแรกที่ใส่ชุดกระชับ อาจรู้สึกแน่นหรือตึงเล็กน้อย แต่ไม่ควรเจ็บ โดยควรใส่จากด้านล่างขึ้นบน ค่อย ๆ ดึงให้กระชับสม่ำเสมอ ไม่พับ ไม่ม้วน และไม่รัดเป็นจุด ๆ จะช่วยลดบวมและทำให้รู้สึกสบายขึ้น แนะนำให้ใส่ต่อเนื่องตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนด เพื่อให้ผิวเข้ารูปและฟื้นตัวได้ดีขึ้น
ดูดไขมันเจ็บไหม โดยระดับความเจ็บอาจมีผลมาจากเทคนิคการดูดไขมัน เพราะ เทคนิคดูดไขมันแต่ละแบบส่งผลต่อการกระทบของเนื้อเยื่อโดยตรง เช่น เทคนิคที่ใช้ พลังงานคลื่นเสียง (UAL), พลังงานเลเซอร์ หรือพลังงานน้ำ (WAL) เพื่อช่วยแยกและสลายไขมันก่อนดูด จะช่วยให้ท่อดูดเคลื่อนไหวได้นุ่มนวล ลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ ส่งผลให้บวมช้ำน้อยและความเจ็บหลังทำลดลงเมื่อเทียบกับเทคนิคแบบดั้งเดิม
โดยทั่วไป ตอนดึงท่อระบาย (Drain) จะรู้สึกตึงหรือแสบเล็กน้อยเพียงไม่กี่วินาที ไม่ได้เจ็บรุนแรงอย่างที่หลายคนกังวล แพทย์จะดึงอย่างนุ่มนวลและรวดเร็ว หลังดึงมักรู้สึกโล่งและสบายขึ้น
เป็นอาการที่อาจพบได้ปกติ ซึ่งมักเกิดจากเส้นประสาทเล็ก ๆ ที่กำลังฟื้นตัวหลังดูดไขมัน อาจส่งผลให้รู้สึกจี๊ด ๆ หรือเหมือนไฟช็อตเบา ๆ ที่ผิว ซึ่งอาการนี้จะค่อย ๆ ลดลงเองตามระยะการฟื้นตัว
เชื่อว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกคนที่ตั้งคำถามว่าแท้จริง “การดูดไขมัน เจ็บไหม?” ได้คำตอบที่ครบถ้วนไปแล้ว สรุปได้ว่าการดูดไขมันจัดเป็นการศัลยกรรมที่ยังก่อให้เกิดความเจ็บได้ แต่ไม่ได้เจ็บจนทำให้การใช้ชีวิตประจำวันของเรามีปัญหาหรือเจ็บนานเป็นปี ๆ อย่างที่หลายคนเข้าใจผิดแน่นอน เพราะการดูดไขมันในปัจจุบันนี้เปิดแผลเล็กมากและมีเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยลดความเจ็บได้เยอะกว่าในอดีต ใครที่กำลังกังวลใจว่าการดูดไขมันจะสร้างความเจ็บปวดให้เยอะมาก ๆ สามารถหายห่วงได้เลย!
Post Info
Social Media
You details has been successfully submitted. Thanks!