เติมไขมัน (Fat Grafting) ปรับรูปร่าง สร้างผิวใส ด้วยไขมันตัวเอง!
การเติมไขมันหรือฉีดไขมัน เป็นการศัลยกรรมเพื่อเติมเต็มสัดส่วน ทั้งรูปหน้าและร่างกายให้ตรงตามความต้องการมากยิ่งขึ้น โดยจะต้องผ่านกระบวนการหลายขั้นตอน ร่วมกับปัจจัยอื่น ๆ เช่น เทคนิคการเติมไขมัน เครื่องมือ อุปกรณ์ สุขภาพของผู้เข้ารับบริการ ไปจนถึงคุณภาพการดูแลร่างกายหลังทำ ดังนั้น เราจึงต้องศึกษากันก่อนว่าการเติมไขมันหรือฉีดไขมันนั้นคืออะไร? มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง ไปลองอ่านกันได้เลย!
Table of Contents
เติมไขมัน คืออะไร?
การเติมไขมัน (Fat Grafting) คือ การนำไขมันใต้ชั้นผิวหนังบริเวณอื่น ๆ ของร่างกาย ย้ายมาเติมส่วนที่เราต้องการ ผ่าน 3 ขั้นตอนด้วยกันได้แก่ การดูดเก็บไขมัน การคัดกรองไขมัน และการฉีดเติมไขมัน โดยตำแหน่งที่เราสามารถนำไขมันออกมาได้มีอยู่หลายจุด ยกตัวอย่างเช่น ต้นขาหรือหน้าท้อง ซึ่งเป็นส่วนที่มีไขมันสะสมมาก เหมาะกับการนำมาใช้ต่อ
โดยส่วนใหญ่แล้ว การเติมไขมัน คือการศัลยกรรมที่ทำได้ทุกเพศทุกวัย แต่ทั้งนี้ จะต้องผ่านการประเมินสภาพร่างกายจากศัลยแพทย์ก่อนเท่านั้น เนื่องจากระหว่างการดูดไขมันบางประเภทจะต้องมีการวางยาสลบและผ่าตัด หากต้องการเติมไขมัน เราจึงต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนถึงความปลอดภัยและรายละเอียดอื่น ๆ ของการเติมไขมัน
การเติมไขมัน มีกี่แบบ?
การเติมไขมันนั้นมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 2 แบบ ได้แก่ การเติมไขมันแบบเก่า และ การเติมไขมันแบบใหม่ โดยจะแตกต่างกันตั้งแต่วิธีการ ขั้นตอนต่าง ๆ ไปจนถึงอุปกรณ์ที่ใช้ ซึ่งจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่เหมือนกัน รายละเอียดทั้งหมดมีดังนี้
การเติมไขมันแบบเก่า
การเติมไขมันแบบเก่าเป็นวิธีที่มีการนำไขมันจากส่วนหนึ่งของร่างกาย เช่น บริเวณหน้าท้อง ต้นขา หรือสะโพก แล้วนำมาฉีดกลับเข้าไปยังจุดที่ต้องการเติมเต็ม เช่น ใบหน้า หน้าอก หรือสะโพก โดยจะมีขั้นตอนแบบทั่ว ๆ ไปได้แก่
- การดูดไขมัน ใช้เครื่องมือหรือใช้เข็มสำหรับเก็บไขมันใต้ชั้นผิวหนังออกมาจากบริเวณที่มีไขมันส่วนเกิน
- การกรองไขมัน กรองเอาของเหลวหรือเนื้อเยื่ออื่น ๆ ออก เพื่อให้ได้ไขมันที่บริสุทธิ์ โดยใช้ตะแกรงที่แพทย์เป็นผู้ออกแบบขึ้นมาเอง
- การฉีดไขมัน นำไขมันที่ได้มาฉีดในบริเวณที่ต้องการ โดยใช้เข็มฉีดซึ่งต้องใช้ความแม่นยำในการฉีดของแพทย์เพื่อให้เกิดความสม่ำเสมอ
ข้อดีของการเติมไขมันแบบเก่า
- ราคาต่ำกว่า โดยเฉพาะเคสที่เลือกการดูดไขมันแบบไม่ใช้เครื่องมือ
- พักฟื้นจากการดูดไขมันไม่นานเท่าใช้เครื่องมือ
ข้อเสียของการเติมไขมันแบบเก่า
- โอกาสที่ไขมันจะสลายตัวค่อนข้างสูงมาก
- เนื้อเยื่อโดยรอบอาจเกิดการอักเสบ ไม่สม่ำเสมอ
- ผลลัพธ์ไม่คงที่ ต้องเติมซ้ำบ่อย ๆ
- เก็บไขมันได้น้อย โดยเฉพาะกรณีที่ดูดไขมันแบบใช้เข็ม ไม่ใช้เครื่องดูดไขมัน
- ต้องเติมเผื่อไขมันสลายตัวในปริมาณมาก ทำให้มีอาการบวมเยอะ และทำให้ไขมันมีโอกาสอยู่รอดน้อยลงเพราะอัดแน่นกันเกินไป
การเติมไขมันแบบใหม่
การเติมไขมันแบบใหม่ได้พัฒนากระบวนการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการใช้เทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มอัตราการอยู่รอดของเซลล์ไขมัน ซึ่งมีด้วยกันหลากหลายแนวทาง ยกตัวอย่างที่พบได้บ่อย เช่น
- การใช้ไขมันผสมสเต็มเซลล์ (Fat Stem Cell) เพิ่มคุณภาพและอัตราการอยู่รอดของเซลล์ไขมัน โดยเครื่องมือที่ใช้กันในปัจจุบันอย่างแพร่หลายคือ LipoCube
- การใช้เทคนิคการฉีดที่ละเอียดแม่นยำด้วยอุปกรณ์เฉพาะ ช่วยให้ไขมันกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ ยกตัวเช่น Maft Gun ที่ใช้สำหรับฉีดสารเติมเต็มอย่างแม่นยำเท่ากันทุกหยด
- การใช้เครื่องมือที่ทันสมัย ลดโอกาสการอักเสบและเพิ่มความปลอดภัยในกระบวนการดูด-เติมไขมัน ตั้งแต่วิธีการผ่าตัด เครื่องดูดไขมัน ไปจนถึงอุปกรณ์สำหรับดูแลร่างกายหลังเติมไขมัน
ข้อดีของการดูดไขมันแบบใหม่
- อัตราการอยู่รอดของเซลล์ไขมันสูงกว่ามาก
- ผลลัพธ์มีความเป็นธรรมชาติ นุ่มนวล
- ความเสี่ยงต่อการเกิดหินปูนหรือเป็นก้อนน้อย
- ไม่ต้องเติมเผื่อในปริมาณมาก จนทำให้เซลล์ไขมันอัดแน่นเกินไป
- กระบวนการมีความปลอดภัยมากขึ้น เสี่ยงต่อการอักเสบรุนแรงน้อยลง
ข้อเสียของการดูดไขมันแบบใหม่
- ราคาค่อนข้างสูง เพราะต้องใช้อุปกรณ์เพิ่มเติม และส่วนใหญ่เป็นอุปกรณ์แบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง เช่น LipoCube 1 กล่อง/ 1 เคส
ตำแหน่งฉีดไขมัน มีจุดไหนบ้าง?
การฉีดไขมัน คือการเติมเต็มและปรับสัดส่วนรูปร่างหรือใบหน้าด้วยเซลล์ไขมันจากตัวเราเอง ดังนั้น จึงสามารถแบ่งตำแหน่งที่นิยมในการฉีดไขมันออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่ ใบหน้าและร่างกาย โดยแต่ละจุดมีวัตถุประสงค์และผลลัพธ์ที่แตกต่างกันดังนี้
เน้นบริเวณหน้าท้องบน-ล่าง หรือพุงหมาน้อย
เน้นกำจัดไขมันส่วนเกินที่อยู่รอบเอวหน้าและหลัง
เน้นกำจัดไขมันส่วนเกินที่อยู่บริเวณต้นขาด้านนอก ด้านใน จนถึงหัวเข่า
เน้นกำจัดไขมันส่วนเกินบริเวณต้นแขนโดยรอบและบริเวณนมน้อย
เน้นกำจัดไขมันส่วนเกินบริเวณกรอบหน้าและใต้คาง
เน้นกำจัดไขมันส่วนเกินบริเวณแผ่นหลัง โดยเฉพาะส่วนปีกเสื้อใน
เน้นกำจัดไขมันส่วนเกินบริเวณน่องไปจนถึงข้อเท้า
ตำแหน่งฉีดไขมันบนใบหน้า
การฉีดไขมันบริเวณใบหน้ามักจะใช้ปริมาณไขมันตั้งแต่ 10-100 cc (ขึ้นอยู่กับตำแหน่งย่อย) เพื่อแก้ปัญหาผิวหน้าที่ดูโทรม ริ้วรอย หรือใบหน้าที่ดูแบน ขาดมิติ โดยตำแหน่งที่นิยมฉีด ได้แก่
- หน้าผาก เพิ่มความโค้งนูน ดูละมุนและมีมิติ
- ขมับ แก้ปัญหาขมับตอบ ช่วยให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์
- ใต้ตา เติมเต็มร่องลึกใต้ตาให้ดูสดใสขึ้น
- แก้ม เพิ่มความอวบอิ่ม แก้ปัญหาแก้มตอบให้ใบหน้าดูมีสุขภาพดี
- ร่องแก้ม ลดความลึกของริ้วรอยร่องแก้ม ทำให้ดูอ่อนกว่าวัย
- คาง ปรับรูปคางให้สมส่วนและรับกับใบหน้า
ตำแหน่งฉีดไขมันบนร่างกาย
นอกจากใบหน้าแล้ว การฉีดไขมันยังเป็นที่นิยมในการปรับรูปทรงของร่างกาย ช่วยเพิ่มความสมส่วนและเสริมความมั่นใจในรูปร่าง เช่น
- หน้าอก (25-400 cc) เพิ่มขนาดหน้าอกให้ดูอวบอิ่มอย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่ต้องใช้ซิลิโคน หรือสามารถเติมพร้อมกับการเสริมหน้าอกด้วยซิลิโคน เพื่อความเป็นธรรมชาติด้วยก็ได้
- สะโพกและก้น (100-1300 cc ต่อข้าง) เติมไขมันเพื่อให้สะโพกและก้นดูเด่น มีทรวดทรงที่โค้งเว้า แก้สะโพกบุ๋มหรือ Hip Dip
- มือ (5+ cc) แก้ปัญหามือที่มีริ้วรอยหรือเส้นเลือดปูด ให้ดูอ่อนเยาว์ นิ่มนวลมากขึ้น
- ต้นขาด้านใน (25-400 cc) ใช้เซลล์ไขมันปรับความสมดุลของสัดส่วนต้นขา ช่วยแก้ปัญหาขาที่ดูเล็กเกินไป หรือต้นขาไม่เท่ากัน
- น้องสาว (25-100 cc) ช่วยให้มีความชุ่มชื้น ผิวน้องสาวแลดูเปล่งปลั่งสุขภาพดี และทำให้รูปทรงดูอวบอิ่มสมส่วนยิ่งขึ้น
การเติมไขมัน เหมาะกับใคร?
การเติมไขมันไม่ใช่ตัวเลือกที่เหมาะสำหรับทุกคน เนื่องจากข้อจำกัดทางสุขภาพและไขมันในร่างกายซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความปลอดภัยในการทำศัลยกรรม ดังนั้น เรามาดูกันก่อนว่าผู้ที่เหมาะสมและไม่เหมาะสมกับการเติมไขมันมีกลุ่มไหนบ้าง รวมถึงทางเลือกสำหรับกลุ่มที่ไม่สามารถเติมไขมันได้ ทำศัลยกรรมลดสัดส่วนแบบไหนทดแทนได้บ้าง
กลุ่มคนที่เหมาะกับการเติมไขมัน
- ผู้ที่มีไขมันส่วนเกินในร่างกายเพียงพอ เช่น ไขมันบริเวณหน้าท้องหรือต้นขาด้านใน ซึ่งสามารถนำมาใช้เติมเต็มในบริเวณที่ต้องการได้อย่างเพียงพอ
- ผู้ที่ต้องการเติมเต็มสัดส่วน เพิ่มความอวบอิ่มให้ใบหน้า หน้าอกหรือสะโพก (ขึ้นอยู่กับปัญหานั้น ๆ)
- ผู้ที่ต้องการผลลัพธ์แบบเป็นธรรมชาติ เพราะสามารถเลือกความละเอียดของไขมันได้ (โดยเฉพาะการใช้อุปกรณ์เสริมอย่าง LipoCube ที่ช่วยคัดกรองเซลล์ไขมันให้มีขนาดเล็กได้หลายระดับ) ผลลัพธ์จะมีความเรียบเนียนมากกว่าการฉีดสารสังเคราะห์
- ผู้ที่ไม่ต้องการใช้สารสังเคราะห์ เช่น ซิลิโคนหรือฟิลเลอร์ โดยการเติมไขมันเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าในระยะยาว เพราะเป็นการใช้เซลล์ไขมันจากร่างกายของเราเอง จึงมีโอกาสแพ้น้อยมาก
- ผู้ที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง คนที่สามารถเติมไขมันได้ควรมีสุขภาพทั่วไปที่ดี ไม่มีโรคประจำตัวที่รุนแรง ร่างกายพร้อมสำหรับการผ่าตัด เพราะอาจต้องมีการวางยาสลบและการใช้ยาชา นอกจากนี้ ผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงจะทำให้ไขมันมีโอกาสติดดีมากกว่าด้วย
กลุ่มคนที่ไม่เหมาะกับการดูดไขมัน
- ผู้ที่มีไขมันในร่างกายน้อยเกินไป เช่น ผู้ที่มีน้ำหนักตัวต่ำมาก (ผอมมาก) อาจไม่มีไขมันเพียงพอสำหรับการดูดมาใช้เติมเต็มและเสี่ยงอันตรายต่อร่างกายได้
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวรุนแรง เช่น โรคเบาหวาน, โรคหัวใจร้ายแรง, ภาวะเลือดออกผิดปกติ, มีแนวโน้มหรือกำลังเป็นโรคคลั่งผอม (Anorexia Nervosa) หรือโรคอื่น ๆ ที่ยังไม่สามารถควบคุมอาการได้
- ผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ การสูบบุหรี่ส่งผลต่อการไหลเวียนเลือด ทำให้อัตราการอยู่รอดของเซลล์ไขมันลดลง
- ผู้ที่ไม่สะดวกดูแลตัวเองหลังทำ แม้การเติมไขมันจะไม่ต้องการการดูแลตัวเองมากนัก แต่เรายังจำเป็นต้องดูแลตัวเองหลังการดูดไขมัน เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วและไม่เสี่ยงต่อการอักเสบหรือติดเชื้อในภายหลัง
- ผู้ที่มีแผนจะลดน้ำหนัก เนื่องจากอาจทำให้ไขมันที่เติมเข้าไปสลายตัวเร็ว หรือติดได้น้อย
ทางเลือกอื่น ๆ สำหรับกลุ่มที่ไม่สามารถดูดไขมันได้
- ฟิลเลอร์ (Filler) ใช้สารเติมเต็ม เช่น กรดไฮยาลูรอนิกแอซิด (Hyaluronic Acid) สำหรับผู้ที่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายระยะสั้น ไม่มีเวลาพักฟื้น หรือต้องการผลลัพธ์แบบทันที
- การใช้สารสังเคราะห์แทน (เช่น ซิลิโคน) สำหรับการเพิ่มขนาดหน้าอกหรือสะโพกในปริมาณมาก หากไม่มีไขมันเพียงพอที่จะเสริมให้ได้ขนาดที่ต้องการ
- การปรับโครงหน้าโดยไม่ใช้สารเติมเต็ม เช่น การใช้เทคนิคยกกระชับด้วยอัลตราซาวด์ HIFU, Ultraformer III หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ อย่าง Morpheus8 ที่ช่วยยกกระชับและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนแบบไม่ต้องผ่าตัดได้
- การดูแลผิวแบบธรรมชาติ ยกตัวอย่างเช่น การบำรุงด้วยสกินแคร์ การเพิ่มน้ำหนักให้โครงหน้าดูเต็มขึ้น หรือการนวดกัวซาหน้าเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของน้ำเหลือง ทำให้หน้ากระชับขึ้น ริ้วรอยลดลง
การฉีดไขมัน เติมไขมัน มีขั้นตอนอะไรบ้าง?
การฉีดหรือเติมไขมัน (Fat Grafting หรือ Fat Transfer) เป็นกระบวนการที่ช่วยปรับรูปทรงหรือเติมเต็มส่วนต่าง ๆ ของร่างกายด้วยไขมันของตัวเอง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติและปลอดภัย โดยมี 3 ขั้นตอนหลัก ๆ ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 การดูดเก็บไขมัน
กระบวนการเริ่มต้นจากการดูดไขมันส่วนเกินจากร่างกาย ซึ่งมักเลือกบริเวณที่มีไขมันสะสมมาก เช่น หน้าท้อง ต้นขา สะโพก เป็นต้น โดยจะมีการใช้เครื่องมือดูดไขมันแตกต่างกันไปตามจุดประสงค์ อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่แล้วจะใช้เครื่องดูดไขมันพลังงานน้ำ (Water-Assisted Liposuction) ซึ่งไม่ก่อให้เกิดความร้อน ทำให้เซลล์ไขมันยังมีชีวิตอยู่และนำมาใช้งานได้อย่างมีคุณภาพ
ก่อนดูดไขมัน แพทย์จะฉีดยาชาเฉพาะจุดหรือยาสลบ (ขึ้นอยู่กับพื้นที่และปริมาณไขมัน) แล้วใช้เครื่องมือดังกล่าวดูดไขมันออกมาในปริมาณที่เหมาะสม โดยให้กระทบกับเซลล์ไขมันน้อยที่สุด
ขั้นตอนที่ 2 การคัดกรองไขมัน
หลังจากดูดไขมันแล้ว ขั้นตอนถัดมาคือการคัดแยกไขมัน เพื่อให้ได้ไขมันที่บริสุทธิ์ที่สุดและเหมาะสำหรับการฉีดเติมเต็ม โดยขั้นตอนเบื้องต้นจะทำการแยกไขมันจากของเหลวส่วนเกิน เนื่องจากไขมันที่ดูดออกมามักจะมีของเหลว เช่น น้ำเลือดและน้ำเกลือผสมอยู่ จึงต้องใช้เครื่องหมุนเหวี่ยง (Centrifuge) เพื่อกรองเอาเฉพาะไขมันที่บริสุทธิ์มาใช้
สำหรับการคัดกรองไขมันแบบใหม่ที่ AM International Hospital จะมีขั้นตอนเพิ่มเติมคือ ปรับปรุงคุณภาพของเซลล์ไขมัน โดยแพทย์จะทำการคัดกรองไขมันผ่านอุปกรณ์อย่าง LipoCube ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการผลิตสเต็มเซลล์ไขมัน (FatStem) ออกมามากกว่าการกรองแบบธรรมดา ทำให้อัตราการอยู่รอดของเซลล์ไขมันเพิ่มมากขึ้น
ขั้นตอนที่ 3 การเติมไขมัน
หลังจากได้ไขมันที่บริสุทธิ์แล้ว ขั้นตอนสุดท้ายคือการฉีดไขมันกลับไปยังบริเวณที่ต้องการเติมเต็ม โดยส่วนนี้แพทย์จะทำการวางแผนจุดที่ฉีดไขมันเข้าไป จากนั้นจะบรรจุเซลล์ไขมันที่ผ่านการกรองแล้วเข้าไปในหลอดฉีด โดยไขมันจะถูกฉีดอย่างค่อยเป็นค่อยไปในชั้นผิวที่เหมาะสม เพื่อให้กระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ หลังจากฉีด แพทย์จะปรับไขมันให้เรียบเนียนและตรวจสอบความสมดุล
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน AM มีการนำเอาอุปกรณ์สำหรับการฉีดสารเติมเต็มโดยเฉพาะอย่าง Maft Gun เข้ามาช่วยในการปรับขนาดหยดไขมันที่ฉีดให้มีความสม่ำเสมอมากยิ่งขึ้น เนื่องจากตำแหน่งที่ฉีดไขมันแต่ละจุดจำเป็นต้องใช้ขนาดหยดไขมันแตกต่างกัน โดยเฉพาะพื้นที่เล็ก ๆ อย่างใต้ตา จะช่วยให้มีความเรียบเนียนมากขึ้น
การเตรียมตัวฉีดไขมัน ก่อนและหลังทำ
การเตรียมตัวและการดูแลตัวเองก่อนและหลังการฉีดไขมันเป็นสิ่งสำคัญมาก เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน มาดูกันว่าควรเตรียมตัวอย่างไรในแต่ละช่วง
เตรียมตัวก่อนเติมไขมัน
- ปรึกษาแพทย์ผู้มีประสบการณ์และมีความชำนาญก่อนเสมอ
- ตรวจร่างกายเพื่อประเมินความพร้อม และดูว่ามีโรคประจำตัวหรือข้อห้ามใดที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการฉีดไขมันหรือไม่
- งดทานยาและอาหารเสริมที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น แอสไพริน ยาต้านการแข็งตัวของเลือด น้ำมันปลา หรือวิตามินอี เป็นเวลาอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ก่อนทำ
- งดสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนทำ เพราะจะส่งผลต่อการไหลเวียนเลือดและทำให้โอกาสที่เซลล์ไขมันจะอยู่รอดเหลือน้อย
- รักษาสุขภาพให้แข็งแรง รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำให้เพียงพอ และพักผ่อนให้เพียงพอก่อนวันทำ หากมีไข้ หวัด หรือการติดเชื้อ ควรแจ้งแพทย์ทันที เพราะจะต้องเลื่อนวันฉีดไขมันไปก่อนจึงจะปลอดภัยกว่า
- เตรียมเสื้อผ้าสวมใส่สบายและเป็นสีเข้ม เพราะอาจจะมีของเหลวซึมออกจากแผลดูดไขมัน
ดูแลตัวเองหลังเติมไขมัน
- ห้ามกดหรือนวดบริเวณที่เติมไขมันอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ เพื่อให้ไขมันที่ฉีดเข้าไปปรับตัวและเกาะติดในชั้นผิวได้มากยิ่งขึ้น
- ใส่ชุดกระชับหลังดูดไขมัน (Compression Garment) ตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อช่วยลดบวมและกระชับสัดส่วน โดยปกติมักต้องใส่ติดต่อกันประมาณ 4-6 สัปดาห์
- งดกิจกรรมที่ต้องออกแรงมาก และหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนัก ๆ หรือยกของหนักอย่างน้อย 2 สัปดาห์หลังทำ แนะนำให้เดินเล่นเบา ๆ เพื่อช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือด
- ห้ามสัมผัสบริเวณที่ฉีดไขมันด้วยความร้อนจัดและความเย็นจัด เช่น การอาบน้ำร้อน หรือการใช้เครื่องอบซาวน่า เพราะอาจส่งผลต่ออัตราการอยู่รอดของเซลล์ไขมันที่ฉีดเข้าไป
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพิ่มโปรตีนในมื้ออาหารเพื่อช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อและเพิ่มอัตราการอยู่รอดของเซลล์ไขมัน
- ดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวเร็ว ระบบต่าง ๆ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- ติดตามผลกับแพทย์ เข้ารับการตรวจติดตามผลตามกำหนดของแพทย์ เพื่อประเมินผลลัพธ์และความเรียบร้อยของการรักษา
ข้อดี-ข้อเสีย ของการฉีดไขมัน
การฉีดไขมัน เป็นวิธีการเติมเต็มหรือปรับรูปทรงด้วยไขมันจากร่างกายของเราที่ต้องผ่านทั้งการดมยาสลบ การผ่าตัด และการดูแลตัวเองในช่วงพักฟื้นหลากหลายขั้นตอน จึงมีทั้งข้อดีและข้อเสียที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ ดังนี้
เตรียมตัวก่อนดูดไขมัน
- เตรียมข้อมูลเกี่ยวกับขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อให้รับมือกับผลข้างเคียงได้ดีขึ้น
- เข้ารับการตรวจสุขภาพเบื้องต้น ตามคำแนะนำของแพทย์
- แจ้งข้อมูลส่วนตัวทางสุขภาพ เช่น ประวัติการรักษาโรค การใช้ยา การแพ้ยา ฯลฯ
- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงขึ้นไปก่อนวันจริง
- งดสูบบุหรี่และงดดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 1-2 สัปดาห์
- งดน้ำและอาหารก่อนถึงชั่วโมงดูดไขมันจริงอย่างน้อย 8 ชั่วโมงขึ้นไป
ดูแลตัวเองหลังดูดไขมัน
- รักษาความสะอาดของแผลด้วยการทำแผลตามคำแนะนำของแพทย์อย่างสม่ำเสมอ+
- ห้ามให้แผลโดนน้ำหรือเปียกชื้น เพราะอาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้
- รับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
- ดื่มน้ำและนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
- สวมชุดกระชับหลังดูดไขมันอย่างน้อยวันละ 22 ชม. และปลดคลาย 30-60 นาทีวันละ 2 ครั้ง
- ไม่นอนหรือนั่งอยู่กับที่ตลอดทัังวัน ต้องเคลื่อนไหวช้า ๆ เล็กน้อยทุก 1-2 ชม. เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเลือด
- ทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อการฟื้นฟูร่างกาย
- ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และไม่สูบบุหรี่
- ไม่ทานอาหารเสริม โดยเฉพาะชนิดที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น ไอบูโพรเฟน, แอสไพริน, วาร์ฟาริน, น้ำมันปลา, วิตามินอี หรือแปะก๊วย เป็นต้น (หากต้องการทานอาหารเสริม แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ก่อน)
- งดออกกำลังกายและงดใช้แรงหนักในช่วง 1 เดือนแรก
- สังเกตอาการของตัวเองสม่ำเสมอ หากพบความผิดปกติจะต้องรีบติดต่อเพื่อพบแพทย์ทันที
ข้อดี-ข้อเสีย ของการดูดไขมัน
การฉีดไขมัน เป็นวิธีการเติมเต็มหรือปรับรูปทรงด้วยไขมันจากร่างกายของเราที่ต้องผ่านทั้งการดมยาสลบ การผ่าตัด และการดูแลตัวเองในช่วงพักฟื้นหลากหลายขั้นตอน จึงมีทั้งข้อดีและข้อเสียที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ ดังนี้
ข้อดีของการฉีดไขมัน
- โอกาสแพ้น้อยมาก เพราะใช้ไขมันจากร่างกายเราเอง จึงช่วยลดความเสี่ยงจากการแพ้หรือทำปฏิกิริยาต่อสิ่งแปลกปลอมที่ถูกฉีดเข้าร่างกาย
- ผลลัพธ์แลดูเป็นธรรมชาติ เพราะไขมันที่ฉีดเข้าไปสามารถปรับความละเอียดได้ ทำให้ฉีดไขมันแล้วไม่เป็นก้อนแข็ง ดูเรียบเนียนกับผิว
- แก้ปัญหาได้หลายส่วนพร้อมกัน ทั้งดูดไขมันส่วนเกินจากจุดที่ไม่ต้องการ เช่น หน้าท้อง ต้นขา หรือสะโพก แล้วนำไปเติมเต็มในจุดที่ต้องการ เช่น ใบหน้า หน้าอก หรือสะโพก ทั้งหุ่นเพรียวและสมส่วนขึ้นในครั้งเดียว
- ให้ผลลัพธ์ระยะยาว เพราะไขมันที่ติดไปแล้วจะสามารถคงอยู่ได้ไปอีกนานหลายปี หากดูแลตัวเองดีก็มีโอกาสอยู่ได้นานเป็นสิบปี
- ไม่มีแผลใหญ่หรือรอยเย็บที่มองเห็นชัด เพราะการดูดไขมันและฉีดไขมันจะใช้เข็มขนาดเล็กและมีอุปกรณ์เสริมเข้ามาช่วยรองรับ ทำให้แผลไม่ขยาย เปิดแผลเพียงไม่กี่มิลลิเมตรก็สามารถดูดไขมัน-เติมไขมันได้
ข้อเสียของการฉีดไขมัน
- ไม่เหมาะสำหรับคนผอมมาก หากร่างกายมีไขมันน้อยเกินไป อาจไม่มีไขมันเพียงพอสำหรับการดูดและฉีดเติม
- ไขมันอาจสลายตัวบางส่วน เพราะไขมันถูกดูดซึมกลับเข้าร่างกาย ทำให้ต้องเติมซ้ำในบางกรณี แต่สามารถแก้ไขได้ด้วยการเลือกเติมไขมันพร้อมเซลล์ต้นกำเนิด (SVF) ซึ่งจะช่วยให้อัตราการอยู่รอดของไขมันสูงขึ้น
- มีความเสี่ยงต่อการบวมและอักเสบ หากดูแลตัวเองหลังทำตามคำแนะนำของแพทย์ได้ไม่ดี
- ค่าใช้จ่ายสูงกว่าในบางกรณี เนื่องจากต้องใช้เครื่องมือและขั้นตอนเฉพาะในการทำ
- ต้องอาศัยความชำนาญของแพทย์สูงมาก หากแพทย์ไม่มีความชำนาญเพียงพอ อาจทำให้ผลลัพธ์ไม่สมดุล หรือเกิดความเสี่ยงจากขั้นตอนต่าง ๆ ได้
ผลข้างเคียงจากการฉีดไขมัน มีข้อไหนที่ต้องระวังบ้าง?
การฉีดไขมันเป็นหัตถการที่ปลอดภัยและมีผลข้างเคียงต่ำ หากดำเนินการโดยแพทย์ผู้ชำนาญการ แต่อย่างไรก็ตาม การฉีดไขมันยังคงมีผลข้างเคียงที่ควรทราบและระมัดระวังอยู่ด้วย ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ดังนี้
ผลข้างเคียงที่พบได้ทั่วไป
- อาการบวม บริเวณที่ฉีดไขมันหรือดูดไขมันอาจมีอาการบวมเล็กน้อยในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก แต่จะสามารถยุบบวมได้เองเมื่อเวลาผ่านไป
- รอยช้ำหรือรอยแดง เกิดจากการใช้เข็มหรืออุปกรณ์ดูดไขมัน มักจะจางหายไปเองภายใน 1-2 สัปดาห์ หรือหากมีความกังวล สามารถเลือกทำเลเซอร์หรือทรีทเม้นต์อื่น ๆ เพื่อเร่งการสมานแผลและลดรอยแผลเป็นได้
- อาการเจ็บหรือระบม บริเวณที่ดูดไขมันและฉีดไขมันอาจมีอาการระบมเล็กน้อยในช่วงแรก แต่แพทย์จะทำการจ่ายยาพร้อมคำแนะนำในการดูแลตัวเองหลังทำ เพื่อบรรเทาอาการระบมหรือเจ็บปวดดังกล่าวอยู่แล้ว
- ไขมันสลายบางส่วน ไขมันที่ฉีดเข้าไปอาจถูกดูดซึมกลับโดยร่างกาย 10-50% ซึ่งเป็นเรื่องปกติทั่วไปของร่างกาย ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ความชำนาญของแพทย์ คุณภาพของไขมันที่นำมาฉีด อุปกรณ์ที่ใช้ในขั้นตอนต่าง ๆ เป็นต้น
- ผิวไม่เรียบเนียน (ในบางกรณี) หากไขมันที่ฉีดกระจายตัวไม่สม่ำเสมอ ผิวบริเวณที่ฉีดอาจดูไม่เรียบเนียนเท่าที่ควร แนะนำให้เลือกแพทย์ที่มีประสบการณ์หลากหลายในการฉีดไขมัน จะช่วยลดโอกาสผิวไม่เรียบเนียนได้
ผลข้างเคียงที่ผิดปกติ (ต้องพบแพทย์โดยด่วน)
- อาการอักเสบหรือปวดรุนแรง หากบริเวณที่ฉีดไขมันมีอาการปวดบวมแดงมากผิดปกติ และไม่ดีขึ้นใน 1-2 วัน อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อ
- มีไข้หรืออุณหภูมิร่างกายสูง หากมีไข้ร่วมกับอาการปวดบวม อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อในร่างกาย
- มีก้อนแข็งผิดปกติ หากบริเวณที่ฉีดมีการเกิดก้อนแข็ง อาจเกิดจากการกระจายตัวของไขมัน หรือการสะสมของของเหลวใต้ชั้นผิวบริเวณที่ดูดไขมัน แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพิ่มเติมเพื่อทราบแนวทางแก้ไข
- ผิวมีสีคล้ำผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณของการไหลเวียนเลือดที่ไม่ดีในบริเวณที่ฉีดไขมัน
- ไขมันอุดตันในเส้นเลือด (Fat Embolism) อาการนี้พบได้น้อยมากแต่ร้ายแรง อาจเกิดขึ้นเมื่อไขมันเข้าสู่กระแสเลือดและอุดตันในอวัยวะสำคัญ เช่น ปอดหรือสมอง สัญญาณเตือน ได้แก่ หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก หรือหมดสติ มักเกิดขึ้นได้หากรับการฉีดไขมันกับแพทย์ที่ไม่มีความชำนาญหรือประสบการณ์น้อย
- แผลติดเชื้อจากการดูดไขมัน หากบริเวณที่ดูดไขมันมีหนองหรือมีกลิ่น ควรรีบพบแพทย์ อาจเกิดจากกระบวนการที่ไม่สะอาดหรือปลอดเชื้อมากพอระหว่างการดูดไขมัน-เติมไขมั
เติมไขมัน ทำพร้อมกับการศัลยกรรมอย่างอื่นได้ไหม?
การเติมไขมันสามารถทำร่วมกับการศัลยกรรมอื่น ๆ ได้ในหลายกรณี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์และสุขภาพของผู้เข้ารับบริการ โดยเราสามารถเติมไขมันพร้อมกับการทำศัลยกรรมประเภทอื่น ๆ ได้ดังนี้
- เสริมหน้าอก โดยเติมไขมันร่วมกับการเสริมซิลิโคน เพื่อเพิ่มความนุ่มและความเป็นธรรมชาติของเนินอก ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้แลดูเรียบเนียนเสมือนจริง ไม่เห็นขอบซิลิโคนชัดเจน สามารถเติมได้หลายซีซีตามความเหมาะสม
- ยกกระชับใบหน้า (Facelift) เติมไขมันช่วยเพิ่มความอิ่มฟูและแก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อยพร้อมกับการยกกระชับใบหน้าไปพร้อม ๆ กัน โดยปัจจุบันจะมีทั้ง ACCUtite และ APYX One ที่ช่วยยกกระชับพร้อมดูดไขมัน-เติมไขมันได้
- ยกกระชับผิวตัว ยกตัวอย่างเช่น การยกกระชับพร้อมดูดไขมัน-เติมไขมันด้วย J Plasma ซึ่งนิยมทำกันทั้งในต่างประเทศและในไทย โดยส่วนใหญ่มักใช้ในกรณีที่ผิวเดิมของผู้เข้ารับบริการมีความหย่อนคล้อยปานกลางขึ้นไป เมื่อดูดไขมันเพื่อนำไปเติมแล้วอาจมีความย้วยอยู่
- ศัลยกรรมตา ยกตัวอย่างเช่น การทำตาสองชั้น การแก้ไขหนังตาหย่อนคล้อย หรือการเติมไขมันใต้ตาเพื่อแก้ปัญหาร่องลึกหรือความหมองคล้ำ สามารถทำควบคู่กันได้เพราะเป็นหัตถการที่เสียเลือดน้อย
- เสริมจมูก เติมไขมันบริเวณหน้าผากหรือขมับเพื่อเพิ่มความสมดุลของรูปหน้า พร้อมกับการปรับแต่งจมูกได้ ช่วยเสริมให้ใบหน้าแลดูมีมิติมากยิ่งขึ้น และเป็นการบำรุงผิวไปในตัวด้วย
ฉีดไขมัน ราคาเท่าไหร่?
โดยทั่วไปแล้ว การฉีดไขมัน ราคาจะอยู่ที่ 49,900 บาทขึ้นไป โดยจะขึ้นอยู่กับวิธีการที่เลือก แพทย์ผู้ทำการดูดไขมัน-เติมไขมัน ไปจนถึงกระบวนการพร้อมตัวเลือกต่าง ๆ ที่แต่ละโรงพยาบาลมีให้ ซึ่งจะมีระดับราคาที่แตกต่างกันไป แนะนำให้สอบถามกับทางโรงพยาบาลโดยตรง
ราคาฉีดไขมัน รวมค่าใช้จ่ายส่วนไหนแล้วบ้าง?
- ค่าธรรมเนียมแพทย์ผ่าตัด
- ค่าวางยาสลบโดยวิสัญญีแพทย์
- ค่าธรรมเนียมบริการของสถานพยาบาล
- ค่ายาสำหรับทานหลังทำ
- ค่าบริการห้องพักฟื้น
- ค่าอุปกรณ์ทางเลือกอื่น ๆ สำหรับเติมไขมัน
- ค่าห้องพัก 1-2 คืน (อาจมีหรือไม่มีก็ได้)
- ค่าชุดกระชับหลังดูดไขมัน
- ค่าประกัน (อาจมีหรือไม่มีก็ได้)
โดยส่วนใหญ่แล้ว ค่าดูแลหลังทำหรือค่ายาที่แพทย์สั่งจ่ายอาจจะไม่รวมอยู่ในราคาดูดไขมัน และอาจจะไม่รวมกับค่าประกันด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ให้สอบถามรายละเอียดอย่างชัดเจนที่สุดก่อนตัดสินใจ
แจก! คำถามก่อนตัดสินใจฉีดไขมัน เคลียร์ข้อสงสัยให้หายกังวล
สำหรับคนที่กำลังตัดสินใจว่าจะเติมไขมันดีไหม? หรือไม่รู้ว่าหากต้องไปเข้าปรึกษาแพทย์โดยตรง จะต้องสอบถามเรื่องอะไรบ้าง สามารถลองนำคำถามเหล่านี้ไปปรับใช้ดูได้เลย!
- เติมไขมันเจ็บหรือไม่? ระหว่างทำเจ็บมากหรือเปล่า?
- หลังเติมไขมันไปแล้ว ต้องมาเติมซ้ำอีกไหม? ต้องเติมไขมันซ้ำบ่อยแค่ไหน?
- หากมีภาวะแทรกซ้อนหลังทำจะแก้ปัญหาอย่างไร? มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมไหม?
- หลังทำ หุ่นจะเปลี่ยนไปด้วยหรือเปล่า? เพราะต้องดูดไขมันด้วย
- การฟื้นตัวหลังทำนานแค่ไหน? จำเป็นต้องนอนที่โรงพยาบาลหรือเปล่า?
- สามารถเลือกตำแหน่งที่จะดูดไขมันออกได้ไหม? ถ้าอยากลดสัดส่วนไปด้วย
- เคยมีกรณีที่หลังเติมไขมันไป แล้วไขมันสลายไปหมดบ้างไหม? เป็นเพราะอะไร?
- หมอมีประสบการณ์เติมไขมันมากน้อยแค่ไหน มีเคสที่สามารถให้ดูเป็นตัวอย่างหรือเปล่า?
- เทคนิคที่หมอใช้ แตกต่างกับเทคนิคการเติมไขมันของหมอคนอื่น ๆ ยังไง?
- ค่าใช้จ่ายที่สรุปให้ รวมค่าใช้จ่ายส่วนอื่น ๆ แล้วหรือไม่? ต้องจ่ายส่วนไหนเพิ่มหรือเปล่า?
คำถามอื่น ๆ ที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเติมไขมัน ฉีดไขมัน
การเติมไขมันหรือฉีดไขมันอาจทำให้หลายคนสงสัยในรายละเอียดของขั้นตอน ผลลัพธ์ หรือข้อจำกัดต่าง ๆ เราจึงได้รวบรวมคำถามที่พบบ่อยและคำตอบเพื่อช่วยให้ทุกคนตัดสินใจได้อย่างมั่นใจที่สุด
เติมไขมัน อยู่ได้นานแค่ไหน?
ไขมันที่เติมไปจะมีส่วนหนึ่งที่สลายตัวและถูกร่างกายดูดซึมกลับในช่วง 3-6 เดือนแรก แต่ประมาณ 30-50% ของไขมันที่ฉีดเข้าไปจะคงเหลืออยู่ ซึ่งถ้าหากเราดูแลตัวเองดีและน้ำหนักคงที่ ไม่รีบออกกำลังกายหรือลดหุ่นเร็วเกินไป ผลลัพธ์อาจจะอยู่ได้นานยิ่งขึ้นไปอีก
เติมไขมัน ไม่ดูดไขมันได้ไหม?
การเติมไขมันต้องอาศัยไขมันของตัวเอง จึงจำเป็นต้องมีขั้นตอนการดูดไขมันจากส่วนที่มีไขมันส่วนเกิน ยกตัวอย่างเช่น หน้าท้อง ต้นขา หรือสะโพก ซึ่งในคนที่ไม่มีปริมาณไขมันส่วนเกินเพียงพอ ก็อาจจะไม่สามารถทำได้ ทั้งนี้ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ก่อนเพื่อประเมินร่างกาย
ฉีดไขมัน พักฟื้นกี่วัน?
โดยทั่วไปคนที่ฉีดไขมันสามารถกลับไปทำกิจวัตรประจำวันได้ภายใน 1-2 วัน แต่ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักหรือกิจกรรมที่ทำให้เกิดการกระทบกระเทือนบริเวณที่ฉีดไขมันและดูดไขมันมาอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ เพื่อให้อัตราการอยู่รอดของเซลล์ไขมันยังคงที่
ฉีดไขมัน เจ็บไหม?
ระหว่างการทำ แพทย์จะใช้ยาชาเฉพาะที่หรือยาสลบ ทำให้เราไม่รู้สึกเจ็บขณะทำ แต่ทั้งนี้ หลังทำอาจมีอาการระบมและตึงบริเวณที่ฉีดหรือดูดไขมันบ้างเล็กน้อย ซึ่งสามารถบรรเทาด้วยยาแก้ปวด ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ และจะดีขึ้นได้เองใน 1-2 สัปดาห์
ฉีดไขมันแล้วหน้าพัง เป็นเพราะอะไร?
สาเหตุหลักที่ทำให้ฉีดไขมันแล้วหน้าพังมักเกิดจากการฉีดไขมันกับแพทย์ที่ไม่มีความชำนาญ หรือใช้เทคนิคที่ไม่เหมาะสม เช่น การฉีดไขมันไม่ถูกชั้นผิว หรืออุปกรณ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน การเลือกคลินิกที่น่าเชื่อถือจึงสำคัญมาก ต้องระวังเรื่องนี้ให้ดี
ฉีดไขมันกี่วันแต่งหน้าได้?
หลังการฉีดไขมัน ควรรออย่างน้อย 5-7 วันเพื่อให้บริเวณที่ฉีดหายบวมและฟื้นตัวก่อนแต่งหน้านะ เพื่อป้องกันการติดเชื้อหรือระคายเคืองต่อผิว และลดโอกาสการสลายตัวของไขมันเพราะได้รับการกระทบกระเทือนจากการแต่งหน้าด้วย
เติมไขมันกินไข่ได้ไหม?
สามารถกินไข่ได้ตามปกติ เพราะไข่ไม่ได้ส่งผลต่อการฉีดไขมันโดยตรง อย่างไรก็ตาม ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และหลีกเลี่ยงอาหารน้ำตาลสูง ไขมันสูง โซเดียมสูง เพื่อช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วขึ้น ไม่ถูกขัดขวางการสมานตัวของแผล
ฉีดไขมันหน้านอนตะแคงได้ไหม?
หลังการฉีดไขมัน ควรหลีกเลี่ยงการนอนตะแคงในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก เพื่อป้องกันการกดทับบริเวณที่ฉีดไขมัน และช่วยให้อัตราการอยู่รอดของเซลล์ไขมันคงที่มากที่สุด
เป็นคนผอมมาก ๆ สามารถเติมไขมันได้ไหม?
อย่างที่ได้แจ้งไปก่อนหน้านี้ว่า หากเป็นคนที่ผอมมาก ๆ แพทย์อาจประเมินว่าไม่สามารถเติมไขมันได้ แต่สามารถพิจารณาใช้ทางเลือกอื่น เช่น การฉีดฟิลเลอร์แทน
ฉีดไขมันที่ปากได้ไหม?
สามารถฉีดไขมันที่ปากได้เพื่อเพิ่มความอวบอิ่ม แต่จะต้องปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำที่ถูกต้อง เนื่องจากบริเวณปากเป็นส่วนที่บอบบางและต้องการความละเอียดสูง
ฉีดไขมัน VS Filler ต่างกันยังไง?
ฉีดไขมัน เป็นการใช้ไขมันตัวเอง ทำให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติและมีโอกาสอยู่ถาวร แต่ต้องผ่านกระบวนการดูดไขมันก่อน ส่วน Filler เป็นการใช้สารสังเคราะห์ เช่น ไฮยาลูโรนิกแอซิด (HA) มีความแม่นยำสูง และเหมาะกับคนที่ไม่มีไขมันส่วนเกิน แต่ผลลัพธ์อยู่ได้ประมาณ 6-18 เดือน
สรุป
การฉีดไขมันหรือเติมไขมัน คือ การนำไขมันส่วนเกินจากร่างกายส่วนต่าง ๆ เช่น หน้าท้องหรือต้นขา มาเติมเข้าไปในส่วนที่ขาดหรือต้องการเติมเต็มสัดส่วน โดยตำแหน่งที่นิยมมากที่สุดคือ การเติมไขมันบริเวณใบหน้า หน้าอก และสะโพก เพื่อเพิ่มความสมส่วนให้กับทรวดทรง ไปจนถึงการบำรุงผิวแบบองค์รวม
การเติมไขมันนั้นจำเป็นต้องทำความเข้าใจถึงขั้นตอน กระบวนการ ไปจนถึงปัจจัยอื่น ๆ หลายข้อ เพราะถือเป็นการทำศัลยกรรมอย่างหนึ่งซึ่งต้องอาศัยการผ่าตัดโดยแพทย์ มีการใช้อุปกรณ์เข้ามาช่วยในการดูดไขมัน-เติมไขมัน พร้อมทั้งต้องมีการวางยาสลบโดยวิสัญญีแพทย์ หากยังไม่แน่ใจว่าจะต้องเริ่มต้นอย่างไร อยากแก้ปัญหาหน้าตอบ สะโพกบุ๋ม หน้าอกเล็ก สามารถลองเข้ามาปรึกษาเราที่ AM International Hospital ได้เลย!
Working Hours
Monday To Friday
8am – 7pm
Saturday
9am – 4pm
Sunday
Closed
We always take care of your mobility
Emergency
062 789 1999